แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การแปรงฟัน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การแปรงฟัน แสดงบทความทั้งหมด

การดูแลสุขภาพฟันของทารก

เราจะดูแลฟันของทารกอย่างไร
     การดูแลปากและฟันที่ดีต้องเริ่มตั้งแต่ช่วงแรกของชีวิต แม้กระทั่งก่อนที่ฟันซี่แรกของเด็กจะขึ้น มีปัจจัยหลายประการที่มีผลต่อรูปลักษณ์และสุขภาพในอนาคตของเด็ก อาทิเช่น ยาเตตราซัยคลีน ซึ่งเป็นยาปฏิชีวนะที่ใช้อย่างแพร่หลายชนิดหนึ่ง สามารถทำให้เกิดฟันเปลี่ยนสี ด้วยเหตุผลนี้เอง แม่ที่ให้นมลูกและหญิงตั้งครรภ์ในช่วงครึ่งสุดท้ายจึงไม่ควรใช้
     เนื่องจากฟันของเด็กทารกจะขึ้นในช่วงอายุ 6 เดือน การดูแลปากและฟันโดยการแปรงฟันและใช้ไหมขัดฟันจึงยังไม่จำเป็น อย่างไรก็ตาม ทารกก็มีความต้องการในการดูแลปากและฟันเป็นพิเศษที่คุณพ่อคุณแม่มือใหม่จำ เป็นควรทราบ ซึ่งรวมถึงการป้องกันฟันผุจากขวดนม และการให้ฟลูออไรด์แก่ทารกในปริมาณที่เหมาะสม

ฟันผุจากขวดนมคืออะไร และเราจะสามารถป้องกันได้อย่างไร
     ฟันผุจากขวดนมเกิดจากการที่ฟันของเด็กสัมผัสถูกของเหลวที่มีน้ำตาลบ่อยและ นาน ซึ่งของเหลวนี้รวมถึงนม และน้ำผลไม้ การที่ของเหลวหวานอยู่ในปากเด็กเป็นเวลานานในช่วงเวลาหลับจะนำไปสู่ฟันผุที่ ฟันหน้าทั้งบนและล่าง ด้วยเหตุนี้เอง เราจึงไม่ควรปล่อยให้เด็กหลับโดยที่มีขวดนมอยู่ในปาก โดยควรจะให้เป็นขวดที่มีน้ำเปล่าหรือจุกนมหลอกแทน ถ้าคุณให้นมลูกด้วยตนเอง ไม่ควรปล่อยให้เด็กดูดนมเป็นเวลาต่อเนื่อง และหลังจากให้นมเสร็จแล้ว ต้องเช็ดฟันและเหงือกของเด็กด้วยผ้าสะอาดที่เปียกหมาดๆ หรือผ้ากอซ

ฟลูออไรด์คืออะไร และเราจะรู้ได้อย่างไรว่าทารกได้รับในปริมาณที่เหมาะสม
     ฟลูออไรด์มีประโยชน์แม้กระทั่งก่อนที่ฟันจะขึ้น โดยฟลูออไรด์นั้นจะช่วยทำให้สารเคลือบฟันแข็งแรงในขณะที่ฟันกำลังก่อตัว ในน้ำประปาของหลายๆ พื้นที่ได้มีการใส่ฟลูออไรด์ในปริมาณที่เหมาะสมเพื่อพัฒนาการของฟันที่ดี ควรติดต่อสำนักงานประปาในเขตของคุณเพื่อสอบถามว่าน้ำประปาของคุณมีการเติม ฟลูออไรด์หรือไม่ ถ้าไม่มีหรือมีในปริมาณที่ไม่เพียงพอ ควรปรึกษาทันตแพทย์หรือกุมารแพทย์เพื่อรับอาหารเสริมฟลูออไรด์สำหรับทารก ถ้าคุณใช้น้ำดื่มบรรจุขวดในการดื่มและทำอาหาร ควรแจ้งให้ทันตแพทย์ทราบ เพราะคุณอาจต้องการอาหารเสริมฟลูออไรด์สำหรับทารกด้วยเช่นกัน

แบคทีเรียป้องกันฟันผุจากแบคทีเรีย ?

     คงรู้กันอยู่แล้วใช่หรือไหมว่า อะไรเป็นหนึ่งในการทำให้ฟันของเราผุ แบคทีเรีย ใช้มั้ย ถูกต้องแบคทีเรียก็เป็นสิ่งหนึ่งที่เป็นสาเหตุที่ทำให้ฟันของเราเนี่ยผุ ใครๆ ก็รู้เรื่องนี้ดี! แต่รู้หรือเปล่า ? แบคทีเรียในช่องปากสามารถช่วยต้านการเกิดฟันผุได้ ( ฮึ.. อะไร ไม่จริงอ่า มั่วแล้ว อ่านผิดหรือเปล่า) เป็นเรื่องจริงครับผม ที่แบคทีเรียในช่องปากของเราเนี่ยทำให้เราฟันผุก็สามารถทำให้ป้องกันฟันผุให้เราได้ด้วย(คงอยากรู้กันแล้วละซี่ ข้องใจๆ ฮา ฮา ฮ่า ) 
     แบคทีเรียในช่องปากของเราที่จริงแล้ว ไม่เคยมีใครบอกสะหน่อยว่ามีแต่แบคทีเรียที่อยู่ในช่องปากเราที่ทำให้ฟันผุ จริงๆ มันก็ไม่มีแต่ตัวเดียว ชนิดเดียวซะเมื่อไหร่ละ คณะทันตแพทย์ได้มีการศึกษาค้นคว้าและวิจัยเกี่ยวกับช่องปากของ
มนุษย์เพื่อค้นหาวิธีป้องกันต่างๆ จนได้ไปพบกับแบคทีเรียชนิดนึงที่อยู่ในช่องปากของเราเนี่ย สามารถป้องกันฟันผุได้  ซึ่งมันมีชื่อเรียกว่า แลคโตบาซิลลัส พาราคาไซ เอสดี 1 (Lactobacillus paracasei SD1) โดยเหล่าทันตแพทย์ได้นำเชื้อเจ้า แลคโตบาซิลลัส พาราคาไซ จากสายพันธุ์นึงมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ เพื่อยับยั้งการเกิดโรคฟันผุได้ เพราะเจ้า แลคโตบาซิลลัส พาราคาไซ เอสดี 1 มีความสามารถในการฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของโรคฟันผุได้
     ที่จริงก็ไม่ได้มีแต่เจ้า แลคโตบาซิลลัส พาราคาไซ ชนิดเดียวหรอกที่สามารถป้องกันฟันผุได้ อย่าง โพรไบโอติก ที่นำมาใช้ประโยชน์เพื่อที่จะได้เสริมสุขภาพและป้องกันโรคอื่นๆ และแบคทีเรียที่ถูกนำมาใช้เป็นพวกโพรไบโอติก เองก็มีอีกหลายชนิดด้วยกัน แต่หลักๆ เขาจะใช้เจ้า แลคโตบาซิลลัส พาราคาไซ มากกว่าเพราะถ้าอ่านกันดีๆ จะรู้สึกคุ้นหูในชื่อของเจ้าแลคโตบาซิลลัส (แลคโตบาซิลลัส มักถูกนำมาใช้ผสมกับพวก นมเปรี้ยว โยเกิร์ต ที่เรากินกันบ่อยๆ ไง) ซึ่งที่ผ่านมามีรายงานวิจัยการประยุกต์ให้เชื้อเหล่านี้ มาเสริมสุขภาพในช่องปาก ซึ่งพบว่าเชื้อบางชนิดยังสามารถลดอัตราการเกิดโรคฟันผุได้ แต่ยังมีข้อจำกัดอยู่บ้างคือสามารถเกาะติดในช่องปากได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น เนื่องจากไม่ใช่เชื้อจากช่องปากโดยตรงเพราะไม่ได้มาจากแหล่งกำเนิด ถึงอย่างนั้น แม้ว่าการทดลองจะประสบความสำเร็จ และมีการนำเอา แลคโตบาซิลลัส พาราคาไซ เอสดี 1 ชนิดนี้ไปผสมในผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เพื่อใช้ได้จริง ในการลดเชื้อก่อโรคฟันผุ แต่จะเป็นเพียงการลดสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดฟันผุเท่านั้นเอง เพราะการที่เราจะฟันผุมันเกิดได้จากอีกหลายสาเหตุประกอบกัน อย่างเช่น เกิดจากความแตกต่างของโครงสร้างของฟันในแต่ละคน การขาดสารอาหารในวัยเด็กซึ่งส่งผลต่อโครงสร้างของฟัน การดูแลรักษาสุขภาวะในช่องปาก และ พฤติกรรมการกินอาหารโดยเฉพาะอาหารหวาน ที่เป็นปัจจัยเอื้อต่อการเจริญเติบโตของเชื้อก่อโรคฟันผุ
 
     ดังนั้นหากสามารถลดปริมาณของเชื้อก่อโรคฟันผุได้ ร่วมกับการควบคุมอาหารหวานและดูแลสุขภาพช่องปากอย่างสม่ำเสมอ ผมรับรองได้เลยว่าจะทำให้การลดอัตราการเกิดฟันผุในประชากรไทยประสบผลสำเร็จยิ่งขึ้นมากๆ จำไว้นะครับถึงแม้ว่าเราจะมีตัวช่วยเยอะแยะ แต่ถ้าเราไม่ตั้งใจทำอย่างสม่ำเสมอ ก็จะทำให้เราฟันผุอยู่ดี ^^

วิธีการดูแลสุขภาพฟันในระหว่างจัดฟัน

ปัญหาที่ถูกพบบ่อยมากที่สุดคือคนไข้ที่ ติดเครื่องมือจัดฟันแล้ว มีอาการอักเสบหรือมีอาการฟันผุ อันเนื่องมาจากการดูแลสุขภาพช่องปากทำได้ยาก ดังนั้นจึงควรมีการวิธีการทำความสะอาดสุขภาพช่องปากที่อยู่ในระหว่างจัดฟัน โดยมีวิธีการดังต่อไปนี้

  1. ควรแปรงฟันทุกมื้อหลังรับประทานอาหาร โดยปกติจะแปรงเช้าและก่อนนอน เนื่องจากในระหว่างที่ทานอาหารเสร็จ จะมีเศษอาหารที่ติดอยู่ตามซอกฟันเป็นจำนวนมาก บางครั้งการบ้วนปากเพียงอย่างเดียวอาจจะไม่ช่วยกำจัดเศษอาหารที่ตกค้างได้จน หมด สิ่งที่ควรจะทำก็คือหันไปใช้ไหมขัดฟันทุกครั้งหลังรับประทานอาหารเช่นเดียว กัน ซึ่งถ้าไม่มีเวลาควรใช้วันละ 1 ครั้ง ก่อนแปรงฟันตอนเย็น
  2. กรณีที่ใช้ไหมขัดฟันไม่สะดวก อาจจะมีการเลือกใช้เป็นไหมขัดฟันชนิดพิเศษ (Superfloss) ใช้ทำความสะอาด โดยจะใช้ในส่วนปลายของไหมขัดฟันชนิดพิเศษซึ่งมีความแข็งและจะสอดเข้าไป ระหว่างฟัน
  3. ใช้ยาสีฟัน น้ำยาบ้วนปาก ที่มีส่วนผสมของฟลูออไรด์ อย่างน้อยวันละครั้งเพื่อช่วยลดอัตราการเกิดฟันผุได้
  4. ใช้แปรงสีฟันที่ออกแบบมาให้เหมาะสมกับ ผู้รักษาเพราะจะสามารถทำความสะอาดได้ง่ายและสะอาดกว่าการใช้แปรงสีฟัน ธรรมดา  ซึ่งการใช้แปรงตามซอกฟัน จะสามารถเข้าไปทำความสะอาดได้
  5. ควรจะมาขูดหินปูน ร่วมกับการตรวจเช็คฟันผุทุกๆ 6 เดือน เนื่องจากผู้ที่มารักษาที่ติดเครื่องจัดฟันนั้นมีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรค เหงือกอักเสบ และโรคฟันผุได้ง่ายกว่าคนทั่วไป

ข้อควรระวัง

  1. หลีกเลี่ยงจากการเคี้ยวอาหารแข็งๆ เหนียว กรอบๆ เช่นการเคี้ยวก้อนน้ำแข็ง ปลาหมึก ถั่ว หมากฝรั่ง ซึ่งจะทำให้เครื่องมือหลุดได้ ถ้าเครื่องมือหลุดบ่อยๆ ซึ่งจะต้องกลับไปให้ทันตแพทย์ติดเครื่องมือใหม่ เสียเวลาและค่าใช้จ่าย
  2. อาหารที่มีลักษณะชิ้นใหญ่ๆ ควรที่จะตัดแบ่งออกให้เป็นชิ้นคำพบดี ไม่ควรใช้ฟันในการกันแบ่ง
  3. การรับประทานควรรับประทานอาหารอ่อนๆ โดยเฉพาะตอนที่เพิ่งจะติดเครื่องมือหรือเปลี่ยนลวดใหม่ๆ มีอาการเส้นลวดเล็กๆ ทิ่มกระพุ้งแก้ม จะต้องใช้ขี้ผึ้งที่ทันตแพทย์ให้มาปิดปลายเส้นลวดก่อน แล้วจึงกลับมาพบทันตแพทย์เพื่อที่จะได้รับการแก้ไข และปรับแต่งเส้นลวดใหม่ๆบริเวณนั้น

เพียงเท่านี้คุณก็จะจัดฟันของคุณก็จะราบรื่น ได้ฟันสวยๆ ซึ่งจะไรปัญหาจากการเกิดโรคฟันผุและอาการเหงือกอักเสบได้

อาหารเพื่อสุขภาพฟัน


อาหารเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับร่างกายของเรา แต่ถ้ามองกลับกันอีกด้านหนึ่งการกินไม่เลือก ไม่ระมัดระวังก็มีโทษสำหรับร่างกายเช่นกัน ตอนนี้เรารณรงค์ในการเลือกรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพฟัน อาหารที่รับประทานแล้วน้ำหนักไม่เพิ่ม ไม่อ้วน อาหารที่กินแล้วไม่ก่อให้เกิดโรค เช่น ไขมันอุดตันในเลือด โรคหัวใจ ทางทันตกรรมก็เช่นกัน เราให้ความสำคัญในเรื่องอาหารอย่างมากในการป้องกันโรคฟันผุ โรคเหงือก
เมื่อเราทานอาหารเข้าไปแล้ว แบคทีเรียซึ่งอยู่ในรูปของแผ่นบางๆ เหนียว ที่เรียกว่า Plaque (แผ่นคราบ) จะเปลี่ยนอาหารเหล่านั้นให้เป็นกรดทำลายฟันและเหงือกแบคทีเรียเหล่านี้ชอบ อาหารหวาน อาหารที่เป็นแป้งมาก หลังรับประทานอาหารหากยังไม่แปรงฟันทันที แบคทีเรียเหล่านี้ก็ทำหน้าที่สร้างกรดไปเรื่อยๆ ดังนั้นยิ่งรับประทานอาหารบ่อยๆ 3 มื้อหลักแล้วยังมีแทรกระหว่างมื้อ อาหารก็สัมผัสกับฟันมากขึ้นโอกาสที่ฟันและเหงือกก็ถูกทำลายมากขึ้น อะไรบ้างที่ ควร หรือไม่ควรกินในการดูแลรักษาสุขภาพฟัน
ดังนั้นเราควรรับประทานอาหารให้ครบทุกหมู่ เพื่อทำให้เกิดความสมดุลในร่างกาย
- ขนมปัง ข้าว Cerealอาหารที่มีกากใย
- ผลไม้
- ผัก
- เนื้อปลา ถั่ว
- นม ชีส โยเกิร์ต
ถ้าหากจะทานอาหารว่างเพื่อลดความอ้วนแล้วละก็ควรงดทานอาหารจำพวกแป้ง น้ำตาล ให้ทานหันไปรับประทานผัก ผลไม้แทนจะดีกว่า เพราะถ้ากินแล้วไม่ได้ออกกำลังกาย เช่น ไม่ได้เดิน นั่งอยู่เฉยๆ ก็จะยิ่งทำให้เราอ้วนมากกว่าเดิมอีก ถึงแม้ว่าจะกินผั ผลไม้ หรือแม้แต่จะกินอาหารที่ไม่มีคลอเรสเตอรอลน้อยก็ตาม คนเราต้องแปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง ด้วยยาสีฟันที่ มีฟลูออไรด์เพื่อจะได้เพิ่มความขาวให้กับฟันเองเราด้วย แต่ถ้าใช้มากเกินไปก็ไม่ดีต่อสุขภาพฟันของเรานะค่ะ เพราะฉะนั้นควรใช้อย่างในปริมาณที่พอดีกับความต้องการของฟัน หรือควรทำความสะอาดตามซอกฟันด้วยไหมขัดฟัน Dental Floss ทุกซอกทุกมุมเพื่อที่จะไม่ทำให้ฟันของเราเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคได้ ในโลกนี้มีวิธีการดูแลฟัน ได้หลายวิธี แล้วแต่ว่าแต่ละคนจะดูแลรักษาฟันกันด้วยวิธีไหนกันบ้างก็เท่านั้นเอง และควรไปพบทันตแพทย์ทุก 6 เดือน เพื่อให้ฟันของเราไม่มีปัญหาในเรื่องของช่องปากและอื่นๆ อีกมากมายที่จะตามมาถ้าเราไม่รู้จักป้องกันตั้งแรกที่พบว่าเริ่มมีปัญหาใน เรื่องสุขภาพฟัน  อย่าง เช่น ในวันหนึ่งดิฉันปวดฟันมากเลย บางวันก็ปวดแบบแรงบางวันก็ปวดไม่ค่อยแรง มันจะปวดเป็นบางวันเท่านั้นแหละค่ะ พอวันต่อมาก็หายปวด วันต่อมาก็ปวดอีกจะเป็นแบบนี้ตลอดระยะเวลาที่ 3 ปี ที่ดิฉันปวดมา หลังจากนั้นฟันซี่ที่ปวดนั้น เศษอาหารก็เข้าไปติดอยู่ทำให้ปวดมากขึ้นกว่าเดิมอีก  แต่ก็ต้องทันปวดอยู่แบบนั้น สุดท้ายดิฉันเลยตัดสินใจไปถอนฟันหลังจากที่ฟันหายปวดแล้ว ผลปรากฏว่าจากการที่เราถอนฟันซี่ที่ปวดออกไปแล้วนั้นดิฉันหายปวดฟันเลยค่ะ นี้แหละถ้าเพื่อนๆ คนไหนที่กลัวการถอนฟัน กลัวเข็ม ก็จะปวดฟันอยู่แบบนี้ไปเรื่อยๆ แต่ถ้าเราตัดปัญหาตั้งแต่ต้นตอแล้วมันก็จะไม่ได้ปวดนาน เหมือนดิฉันนะค่ะ เพราะฉะนั้นเราจึงควรรีบรักษาฟันอย่างเร่งด่วนนะค่ะ จะได้ไม่ปวดฟันนานเหมือนดิฉัน

ถ้าไม่จำเป็นไม่ควรให้น้ำตาลสัมผัสฟันนานๆ 
- ลดการอมลูกอม
- ขนมกรอบๆ เหนียวๆ ติดฟัน
- น้ำอัดลม (Soft drink) ในหนึ่งกระป๋องจะมีน้ำตาลเยอะมากเป็นบางยี่ห้อมีน้ำตาล 11 ช้อนกาแฟ ดื่มน้ำเปล่าแทนน้ำอัดลม อย่าดื่มน้ำอัดลมทุกมื้ออาหาร
- ไม่สูบบุหรี่ เพราะมีผลต่อ
- ฟันเปลี่ยนสี
- เสี่ยงต่อโรคเหงือก
- เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งในช่องปาก ลำคอ 

สรุป การเลือกรับประทานอาหารอย่างชาญฉลาดไม่ใช่จะไม่กินพวกแป้ง น้ำตาลเลย แต่ต้องระวังในการกินและคิดก่อนกินทุกครั้ง เพราะอาหารบางประเภทก็ส่งผลต่อสุขภาพของเราเป็นอย่างยิ่ง ถ้าเราสามารถควบคุมอาหารและฝึกให้เป็นนิสัยก็จะส่งให้สุขภาพดีต่อเราเอง และยิ้มได้อย่างสวยงาม

การดูแลรักษาฟันเด็ก

      การเอาใจใส่ในการดูแลรักษาสุขภาพฟันของเด็ก ควรจะเริ่มดูแลตั้งแต่แรกเกิดไม่จำเป็นต้องรอให้ฟันน้ำนมซี่แรกจะงอก พ่อแม่จึงมีหน้าที่ในการดูแลเอาใจใส่ พ่อแม่จึงมีภาระที่ต้องช่วยดูแลสุขภาพปากและฟันของบุตรหลานของตน ดังนั้นควรพาบุตรของท่านไปพบทันตแพทย์ครั้งแรกเมื่อบุตรมีอายุระหว่าง 2-3 ขวบ การไปพบทันตแพทย์อย่างสม่ำเสมอจะทำให้การรักษาทำความสะอาดภายในช่องปากได้อย่างมีประสิทธิภาพ และรับประทานอาหารที่มีประโยชน์จะทำให้เด็กมีสุขภาพฟันที่แข็งแรง และจะมีรอยยิ้มที่สวยใสตลอดไป

  

ฟันน้ำนมขึ้น และฟันแท้ขึ้นมาแทนที่
โดยทั่วไปฟันน้ำนมซี่แรก จะขึ้นเมื่ออายุได้ราว 6-8 เดือน  และก็จะเพิ่มขึ้นไปที่ละซี่สองซี่และจะค่อยทยอยขึ้นจนครบ 20 ซี่เมื่ออายุประมาณ 2 ขวบครึ่ง เมื่อฟันขึ้นเด็กอาจจะมีอาการเจ็บปวดฟันบริเวณเหงือก และมีน้ำลายไหลเกือบตลอดเวลาเมื่อขณะฟันขึ้น หากเด็กตัวร้อนนานหลายๆ วัน มิใช่สาเหตุของการขึ้นของฟัน น้ำนมยังช่วยกระตุ้นให้การเจริญของขากรรไกร ของโครงหน้าเป็นไปอย่างปกติ ช่วยกันที่ไว้ให้ฟันถาวร ที่จะขึ้นในตำแหน่งนั้นขึ้นได้ อย่างปกติ และถูกต้องฟัน
ฟันแท้เริ่มงอกขึ้นมาแทนที่ตั้งแต่อายุ 6 ถึง 12 ขวบ ฟันแท้ซีกแรกจะขึ้นตอนอายุ 6 ขวบได้แก่ ฟันกรามอายุหกขวบซี่ที่ 1 ล่าง ถ้าดูจากภายในช่องปากจะอยู่หลังจากฟันกรามน้ำนมซี่สุดท้ายของปาก ฟันหน้า เขี้ยว และฟันกรามหน้า จะขึ้นมาแทนที่ฟันน้ำนม และสุดท้ายได้แก่ฟันกรามอายุสิบสอง ซึ่งจะงอกด้านหลังฟันกรามอายุหกขวบ 



โภชนาการ
น้ำนมของแม่เป็นอาหารธรรมชาติ ที่ดีที่สุดสำหรับเลี้ยงทารก ในน้ำนมมารดานั้นมีสารอาหารที่ร่างกายของเด็กต้องการอยู่ครบถ้วน และช่วยในการพัฒนาการของเด็กในระยะหกเดือนแรก ควรให้เด็กดื่มนมมารดา และ/หรือนมที่ผลิตเป็นพิเศษสำหรับทารก นานเป็นเวลาหนึ่งปีหรือนานกว่านั้น เมื่อฟันน้ำนมเริ่มขึ้น ควรลดการให้นมในตอนกลางคืน หากเด็กตื่นขึ้นในเวลากลางคืนและกระหาย ก็ควรให้น้ำสะอาดดื่มแทนนม
การให้เด็กดื่มน้ำผลไม้จากขวดนม เป็นสิ่งที่ไม่ควรกระทำอย่างยิ่ง และ ห้าม ให้เด็กดื่มน้ำผลไม้ทุกชนิดในตอนกลางคืน

น้ำสะอาดเป็นเครื่องดื่มที่ดีที่สุด
การดูแล
เด็กมีอายุระหว่างสองถึงสามขวบ เมื่อไปพบทันตแพทย์ครั้งแรกนั้น ทันตแพทย์จะพุดคุยกับเด็กก่อน เพื่อสร้างความสนิทสนมเพื่อให้เด็กเกิดความคุ้นเคยและไม่กลัวตลอดจนอาหารที่ควรรับประทานและการใช้ฟลูออไรด์ควรพาไปพบทันตแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพฟันอย่างน้อย ปีละ 1 ครั้ง
การเจ็บปวดที่ฟัน
เป็นสิ่งปรกติสำหรับเด็ก ที่จะมีการเจ็บปวดที่ฟันโดยเฉพาะเด็กที่ “เริ่มหัดเดิน” มีแผลเลือดออกภายในบริเวณเยื่อบุผนังช่องปากแผลเหล่านี้จะหายเร็วและไม่ทิ้งล่องรอยปรากฏให้เห็น อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นเสมอสำหรับเด็กที่เริ่มหัดเดิน หากมีอาการเจ็บปวดภายในช่องปากควรรีบไปหาทันตแพทย์ และคอยติดตามตรวจดูหลังจาก 2-3 ชั่วโมง

การป้องกันรักษาฟันเด็ก

การรักษาความสะอาดภายในช่องปาก
ควรแปรงฟันวันละสองครั้ง โดยใช้ยาสีฟันที่มีส่วนผสมของฟลูออไรด์อย่างพอเหมาะ ประมาณ 0.1%F- ควรแปรงฟันทันทีเมื่อฟันน้ำนมซี่แรกงอกขึ้นมา ก่อนแปรงควรนวดเหงือกด้วยผ้าสะอาดชุบน้ำและต้องคำนึงไว้เสมอว่า ปริมาณของสารฟลูออไรด์ที่ผสมอยู่ในยาสีฟันของเด็ก แต่ละชนิดนั้นแตกต่างกันไป และไม่ควรปล่อยให้เด็กแปรงฟันโดยลำพัง จนกว่าเด็กอายุสิบขวบควรหัดให้เด็กแปรงฟันจนเป็นนิสัย
ฟลูออไรด์ ว่ากันว่าฟลูออไรด์เป็นสิ่งที่ให้ประโยชน์ต่อฟัน แต่ต้องใช้ให้ถูกวิธีในปริมาณที่เหมาะสม เพราะสารฟลูออไรด์นั้นมีความสำคัญต่อช่องปาก และเสริมสร้างสุขภาพฟันที่ดีนอกจากนั้น ยังช่วยป้องกันโรคฟันผุได้ โดยสารฟลูออไรด์จะเข้าไปรวมตัวกับแคลเซียม ที่เป็นส่วนประกอบสำคัญของฟันในปัจจุบันนี้ไม่แนะนำให้ใช้ ฟลูออไรด์ชนิดรับประทานเพื่อป้องกันฟันผุ แต่ยังมีเด็กบางกลุ่มที่มีความจำเป็นต้องใช้ฟลูออไรด์ชนิดรับประทานอยู่ เพราะการแปรงฟันวันละสองครั้ง ยังไม่ได้รับสารฟลูออไรด์ในปริมาณที่เพียงพอในการใช้ฟลูออไรด์ควรปรึกษาทันตแพทย์ก่อนเริ่มใช้ และปฏิบัติตามวิธีการใช้อย่างเคร่งครัด และฟลูออไรด์นั้นมีประโยชน์สำหรับบุคคลทุกวัย

ฟันสวยยิ้มใส กับ 8 พฤติกรรมการแปรงฟันผิดวิธี


         ส่วนใหญ่แล้วการมองว่าการแปรงฟันเป็นเรื่องง่าย หลายคนจึงไม่ได้ใส่ใจเวลาแปรง เคยชินกับวิธีการแปรงแบบไหนก็ทำอย่างนั้น โดยไม่รู้ว่าวิธีที่แปรงอยู่เป็นการรักษาฟันหรือทำลายฟันกันแน่
          รู้ไหมว่าการแปรงฟันที่ไม่ถูกสุขลักษณะนั้นจะส่งผลเสียต่อฟันของคุณอย่างมหาศาล และก่อให้เกิดโรคในช่องปาก เช่น ฟันผุ โรคเหงือก ซึ่งบอกให้รู้ว่าคนเรามักจะมีพฤติกรรมการแปรงฟันผิดๆ หลายอย่าง เรามาตรวจสอบตัวเองกันหน่อยดีกว่าว่าวิธีการแปรงฟันของคุณตรงกับข้างล่างกี่ข้อ จะได้แก้ไขก่อนจะเสียฟัน

 
1. แปรงฟันเร็วเกินไป
          ทันตแพทย์ Michael Lenchner กล่าวว่า โดยทั่วไปคนจะแปรงฟันเร็วมาก แต่ความจริงแล้วไม่ว่าคุณจะรีบเพื่อออกไปทำงาน หรืออยากจะล้มตัวลงนอนมากแค่ไหน คุณก็ต้องให้ความสำคัญกับการแปรงฟันด้วย คุณหมอจึงแนะนำว่า เพื่อสุขภาพฟันที่ดี ควรจะต้องใช้เวลาแปรงประมาณ 2-3 นาที



2. ไม่มองกระจกเวลาแปรงฟัน
          การแปรงฟันต้องส่องกระจกไปด้วย ดูว่าเราแปรงตรงไหนไปแล้วบ้าง แปรงทั่วทุกซอกทุกมุมหรือยัง เพราะบริเวณขอบเหงือก หรือช่วงรอยต่อระหว่างเหงือกกับฟันจะเป็นบริเวณที่สะสมของเชื้อแบคทีเรียหลากหลายชนิดจำนวนมาก ถ้าแปรงบริเวณนี้ไม่สะอาดคุณอาจจะเป็นโรคเหงืออักเสบ หรือ โรคอื่นๆ ที่เกิดจากแบคทีเรียบริเวณนี้ได้ โดยเฉพาะบริเวณฟันกรามซี่ท้ายก็เป็นอีกบริเวณหนึ่ง ที่ต้องใส่ใจทำความสะอาด เพราะอยู่ลึกถ้าไม่พิถีพิถันในการแปรง ฟันบริเวณนี้อาจจะผุ
          ดังนั้น การใส่ใจในการแปรงฟันจะทำให้คุณสังเกตเห็นถึงความผิดปกติของฟัน เช่น ฟันแตก บิ่น ร้าว หรือร่องรอยของการนอนกัดฟัน การทำเช่นนี้จะทำให้คุณสังเกตสัญญาณบางอย่างของโรคนอนกัดฟัน โรคนอนไม่หลับ เพื่อจะได้สามารถแจ้งอาการเหล่านี้ให้ทันตแพทย์ทราบได้

3. ไม่รู้วิธีแปรงฟันที่ถูกต้อง
          รู้หรือไม่ว่าเนื้อฟันของเราถูกห่อหุ้มด้วยเคลือบฟัน (Enamel) ซึ่งเป็นส่วนที่แข็งที่สุดของฟัน ถ้าคุณแปรงฟันผิดวิธีตัวเคลือบฟันนี้ก็จะถูกทำลาย และส่งผลให้ฟันไม่แข็งแรง แตกง่าย ดังที่ทันตแพทย์ได้เปรียบเทียบการแปรงฟันที่ผิดวิธีว่าเหมือนกับการเลื่อยต้นไม้ เพราะถ้าเราแปรงผิดที่ก็เท่ากับว่าเรากำลังเลื่อยฟันของตัวเองอยู่ ดังนั้นเวลาแปรงฟันต้องให้ขนแปรงทำมุม 45 องศากับผิวฟัน และใช้ขนแปรงขัดฟันในทิศทางที่เป็นวงกลมค่อยๆ หมุนแปรงไปเรื่อยทีละซี่สองซี่ จนกระทั่งครบทุกซี่ ทั้งด้านหน้าและด้านหลังของผิวฟัน
         ดังนั้น ฟันที่ใช้เคี้ยวอาหารหรือด้านบนของฟัน สามารถแปรงแบบตรงๆ โดยใช้ขนแปรงถูไปถูมาได้ สำคัญที่สุดอย่าลืมแปรงตรงบริเวณขอบเหงือกด้วย เนื่องจากบริเวณนี้จะมีการสะสมของแบคทีเรีย และเชื้อโรคมากมาย ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคเหงือกอักเสบ และฟันผุ

 4. แปรงแรงเกินไป
          การที่เราแปรงฟันอย่างรุนแรงทำให้เคลือบฟัน (Enamel) ถูกทำลาย ถ้าฟันของคุณไม่แข็งแรงอยู่แล้ว และแปรงฟันเร็วจนเป็นนิสัยด้วย ก็ยิ่งทำให้ฟันของคุณสึกหรอ นอกจากนี้การแปรงฟันแรงเกินไปตรงบริเวณใกล้กับขอบเหงือกจะทำให้เหงือกร่นและเป็นโรค abraction lesions หรือโรคที่เกิดจากฟันถูกกระแทกแรง จนเกิดรอยแตกขึ้นและส่งผลให้เคลือบฟันเสียหาย หรือแม้แต่การกดน้ำหนักลงบนฟันบ่อยๆ ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เคลือบฟันถูกทำลายไปถึงชั้นแคลเซียม

5. ใช้แปรงสีฟันไม่ถูกสุขลักษณะ
          แปรงสีฟันไม่ถูกสุขลักษณะ คือ แปรงที่มีขนแปรงแข็งกระด้าง เราควรใช้แปรงที่มีขนนุ่มเพื่อจะไม่ทำลายเคลือบฟัน และไม่ทำให้เหงือกเป็นแผล อย่างไรก็ตามแม้จะใช้แปรงสีฟันที่มีขนอ่อนนุ่มแล้ว แต่ถ้าแปรงผิดวิธีก็สามารถเกิดผลเสียกับฟันได้ เช่น เกิดรอยที่ฟัน นอกจากนี้คุณหมอฟันยังแนะนำให้ใช้แปรงสีฟันไฟฟ้า เพราะว่าแปรงสีฟันไฟฟ้าจะช่วยให้คุณแปรงฟันได้นานตามเวลาที่คุณตั้งเอาไว้ และหัวแปรงจะหมุนเป็นวงกลม ซึ่งเป็นการแปรงฟันที่ถูกต้อง

6. ใช้ยาสีฟันไม่ถูกสุขลักษณะ
          ยาสีฟันที่มีส่วนผสมของเบกกิ้งโซดามากเกินไป แม้ว่ามันจะช่วยให้ฟันดูขาวขึ้น แต่มันจะไปทำลายเคลือบฟันด้วย คุณหมอจึงแนะนำว่าให้ใช้ยาสีฟันที่มีส่วนผสมของไวท์เทนนิ่งเพราะจะไม่ทำลายเคลือบฟัน

7. ไม่ใช้ไหมขัดฟัน
          จริงๆ แล้วไหมขัดฟันเป็นสิ่งที่จำเป็นมาก เพราะสามารถทำความสะอาดในบริเวณที่เราแปรงสีฟันไม่ถึงได้ เช่น บริเวณระหว่างฟันสองซี่ ถ้าคุณไม่ใช้ไหมขัดฟันจะทำให้มีแบคทีเรีย รวมถึง คราบน้ำตาลสะสมอยู่บริเวณซอกฟัน และทำให้ฟันผุได้

การใช้ไหมขัดฟัน มีดังนี้
          1. พันไหมขัดฟันไว้ที่นิ้วชี้ทั้งสองข้าง และใช้นิ้วโป้งช่วยจับไหมขัดฟันไว้
          2. ใช้ไหมขัดฟันพันรอบฟันทีละซี่ ขัดขึ้น-ลง อย่าขัดข้างหน้า ขัดหลัง และอย่าขัดแรงเพราะจะทำให้เจ็บเหงือกได้
          3. ขณะขัดฟันไม่จำเป็นต้องขัดหน้ากระจก แต่ให้ขัดไปดูทีวีไปจะได้ไม่เบื่อ

 8. ไม่บ้วนปาก
          หลังจากทานอาหาร เสร็จแล้วถ้าคุณไม่ได้บ้วนปาก จะทำให้แบคทีเรียยังคงสะสมอยู่ในปาก เพราะฉะนั้นการบ้วนปากจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก การใช้น้ำยาบ้วนปาก ก็เป็นการฆ่าเชื้อโรคที่อยู่ในปากด้วย แค่อมๆ แล้วบ้วนทิ้ง เป็นการช่วยให้เคลือบฟันแข็งแรงมากขึ้น หรืออย่างน้อยที่สุด คุณก็ควรบ้วนปากด้วยน้ำเปล่า ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย
          หลังจากที่คุณได้อ่านและทราบพฤติกรรมการแปรงฟันที่ผิดสุขลักษณะแล้ว ลองตรวจดูวิธีการแปรงฟันของตัวเองดูนะค่ะ เพราะเรื่องที่ดูเหมือนเล็กน้อยแบบนี้ แต่ความจริงแล้วมันส่งผลเสียกับสุขภาพฟันและช่องปากอย่างมหาศาลเลยล่ะค่ะ ค่อยๆ ปรับเปลี่ยนวิธีการแปรงฟัน แล้วคุณจะมีรอยยิ้มที่สวยงาม ไม่ต้องอายใครเลยล่ะ