แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อุดฟัน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อุดฟัน แสดงบทความทั้งหมด

การอุดฟันแบบออนเลย์และอินเลย์


การอุดฟันแบบออนเลย์และอินเลย์


 

อินเลย์ (Inlays) และ ออนเลย์ (Onlays) ใช้ในการอุดฟันกรามที่มีรอยผุขนาดใหญ่มากซึ่งไม่เหมาะกับการอุดฟันวิธีธรรมดา สามารถทำได้จากวัสดุต่างๆ เช่น เซรามิก ทอง และเรซิน ซึงจะทำภายในห้องแลปโดยมีการพิมพ์ฟันก่อน เพื่อทำให้เหมาะกับขนาดของฟันที่แท้จริง รวมถึงมีหลายประเภท ซึ่งแต่ละประเภทมีความเหมาะสมแตกต่างกัน

การอุดฟันแบบออนเลย์ (Onlays) เป็นการอุดฟันด้านบนของฟัน
การอุดฟันแบบอินเลย์ (Inlays)เป็นการอุดฟันส่วนที่มีขนาดใหญ่  จะมีลักษณะแข็งแรงทนทานมากกว่า  โดยมีการอุดลงไปบริเวณฟันที่ยังคงอยู่  
ประเภทของการอุดฟันแบบ อินเลย์ (Inlays) และ ออนเลย์ (Onlays)
- แบบอินเลย์ (Inlays) และ ออนเลย์ (Onlays) ที่ทำจากวัสดุทอง มีความแข็งแรงและทนทานสูง
- แบบอินเลย์ (Inlays) และ ออนเลย์ (Onlays) ที่ทำจากเซรามิก  ให้ความสวยงามเป็นธรรมชาติ
- แบบอินเลย์ (Inlays) และ ออนเลย์ (Onlays) ที่ทำจากเรซิน เป็นที่นิยมมากที่สุด เนื่องจากให้ความสวยงามเป็นธรรมชาติมากกว่า และมีความแข็งแรงมากกว่าประเภทที่ทำจากเซรามิก
ปัญหา
- ใช้ในการอุดฟันที่มีฟันผุ
- ต้องการความคงทนยาวนาน
- ต้องการเสริมโครงสร้างให้กับฟัน
ขั้นตอนการรักษา
- ทำการกรอฟันส่วนที่ผุออกและทำให้มีรูปร่างที่เหมาะสม
- พิมพ์ฟันเพื่อทำแบบจำลอง
- ทำการส่งแบบฟันจำลองไปยังแลปเพื่อทำ Inlays และ Onlays
- ติดยึด Inlays และ Onlays บนฟัน ตรวจเช็คและปรับแต่งให้เหมาะสมและสวยงาม

ข้อดี:
- การเลือกใช้วัสดุเรซินสามารถเลือกโทนสีและรูปร่างลักษณะให้เหมือนฟันจริงได้ จึงช่วยเพิ่มความสวยงาม รวมถึงมีความแข็งแรงทนทานและมีลักษณะ เหมือนฟันจริงมาก
- ในการเลือกใช้วัสดุทองจะมีความแข็งแรงทนทานมากกว่าวัสดุอื่น
- จะมีความแข็งแรงมาก เนื่องจากมีการออกแบบและผลิตภายในห้องแลป
- สามารถป้องกันการแตกหักของฟันและช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้ฟันได้
- มีขนาดที่เหมาะสมและพอดีกับฟันมากที่สุด เนื่องจากมีการพิมพ์แบบจำลองก่อน
- สามารถลดช่องว่างและรอยต่อระหว่าง Inlays และ Onlays และฟันที่มีอยู่ ทำให้ป้องกันการเกิดฟันผุอีก หลังจากอุดฟันแบบ Inlays และ Onlays ไปแล้ว

ข้อเสีย:
มีค่าใช้จ่ายที่สูง เนื่องจากมีการออกแบบและผลิตภายในห้องแลปเพื่อความสมบูรณ์ที่สุด แต่อย่างไรก็ตามการรักษาประเภทนี้มีผลดีต่อสุขภาพฟันและรักษาโครงสร้างฟันได้ในระยะยาว

ทางเลือกอื่น:
ในกรณีที่มีฟันผุขนาดใหญ่มาก ทันตแพทย์จะแนะนำให้ใช้วิธีการรักษาประเภทการครอบฟัน

การอุดฟันด้วยเรซิน สีเหมือนฟัน

การอุดฟันด้วยเรซิน สีเหมือนฟัน
           มีหลายคนอาจสงสัยว่าเวลาเราไปอุดฟันนั้นหมอเอาอะไรอุดให้กับเราสีดำบ้างสีเงินบ้างหรืออาจจะเป็นสีใสๆเหมือนฟันบ้าง แต่หลายๆคนอาจจะยังไม่ทราบกันว่าวัสดุเหล่านั้นที่นำมาอุดฟันให้แก่เรานั้นเป็นวัสดุอะไรทำมาจากอะไร แต่เพื่อนๆไม่ต้องสงสัยอีกต่อไปเพราะในวันนี้เราจะมาอธิบายวัสดุต่างๆที่ใช้ในการอุดฟันอย่างละเอียดให้เพื่อนๆได้รับทราบโดยทั่วกัน งั้นเรามาเริ่มจากรู้ที่มากับการอุดฟันกันเลยดีกว่า

วัสดุอุดฟันในปัจจุบันแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้

1.วัสดุอุดฟันโดยตรง (Direct Restorative Materials) เป็นวัสดุที่ถูกออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อให้อุดโพรง หรือรูบนตัวฟัน มีสมบัติเข้ากันได้ทางชีวภาพ (biocompatiblity) การเกิดปฏิกิริยาเคมีของวัสดุขณะแข็งตัวอาจคายความร้อน หรือปล่อยสารอื่นออกมา ซึ่งสิ่งที่ออกมาเหล่านั้นไม่ว่าจะเป็นความร้อน หรือสารเคมีต้องไม่เป็นอันตรายใดๆ ต่อตัวฟัน และคนไข้ 

      1.1 อมัลกัม (Amalgam) เป็นวัสดุอุดฟันรู้จักกันมานาน และนิยมใช้อย่างแพร่หลาย เพราะมีความแข็งแรงสูง มีอายุการใช้งานยาวนานหลายปี และราคาถูก อมัลกัมเป็นโลหะผสมประกอบด้วยปรอทเป็นธาตุหลักประมาณร้อยละ 43-54 และมีโลหะอื่นผสมอยู่ด้วย ได้แก่ เงินประมาณร้อยละ 20-35 ทองแดงประมาณร้อยละ 10 สังกะสีประมาณร้อยละ 2 และดีบุก ด้วยเหตุที่วัสดุเป็นโลหะผสมจึงมีสีแวววาวแบบโลหะ ซึ่งไม่กลมกลืนกับสีเนื้อฟัน
      1.2 คอมโพสิตเรซิน (Composite Resin) เป็นวัสดุผสมระหว่างพลาสติกกับผงแก้ว มีความแข็งแรงสูง ทนทาน สามารถผลิตให้มีสีคล้ายเนื้อฟัน วัสดุมีราคาแพงกว่าอมัลกัม คอมโพสิตอุดฟันสำหรับอุดฟันส่วนมากใช้แสงในการบ่ม (cure) แข็งตัว
      1.3 กลาสไอโอโนเมอร์ซีเมนต์ (Glass ionomer cement) เป็นวัสดุผสมทางทันตกรรมระหว่างแก้วและกรดอินทรีย์ (organic acid) มีสีใกล้เคียงกับสีธรรมชาติของฟัน และมีความโปร่งแสง มีสมบัติในการยึดติดกับเนื้อฟัน และโลหะได้ดี นอกจากนี้ยังสามารถปลดปล่อยสารฟลูออไรด์เพื่อช่วยป้องกันฟันผุ การแข็งตัวของวัสดุเกิดจากการทำปฏิกิริยาเคมีของกรดและด่างของสาร ไม่ต้องฉายแสง 
และการก่อตัวเป็นซีเมนต์ทำโดยการผสมส่วนของเหลว และส่วนของผงแก้ว (กลาสไอโอโนเมอร์) ซึ่งปฏิกิริยาเคมีที่เกิดเป็นปฏิกิริยากรด-ด่าง ระหว่างกรดคาร์บอกซิลิกของโพลิเมอร์ในส่วนของของเหลวกับผงแก้วที่มีสมบัติด่าง
      1.4 เรซินมอดิฟายด์กลาสไอโอโนเมอร์ซีเมนต์  วัสดุผสมระหว่างแก้ว กรดอินทรีย์ (organic acid) และอุดฟันโพลิเมอร์ (resin polymer) ที่แข็งตัวได้เมื่อฉายแสงลงไป โดยทั่วไปวัสดุมีสีคล้ายเนื้อฟันมากกว่ากลาสไอโอโนเมอร์ซีเมนต์ วัสดุชนิดนี้มีราคาใกล้เคียงกับคอมโพสิตอุดฟัน
      1.5 คอมโพเมอร์ (Compomer) วัสดุอุดฟันที่ได้จากการนำคอมโพสิตกับกลาสไอโอโนเมอร์ซีเมนต์มารวมกัน หรือโพลิแอซิดโมดิฟายด์อุดฟันคอมโพสิต (polyacid-modified resin composite) มีสีคล้ายเนื้อฟัน และสามารถปลดปล่อยฟลูออไรด์ออกมา แต่ไม่สามารถเติมฟลูออไรด์เข้าไปใหม่เหมือนกลาสไอโอโนเมอร์ซีเมนต์ได้ 

2.วัสดุอุดฟันโดยอ้อม (Indirect Restorative Materials) เป็นวัสดุที่ถูกเตรียมหรือขึ้นรูปสำเร็จจากภายนอก ก่อนนำไปใส่ (อุด) บนตัวฟันหรือตำแหน่งฟันเดิมที่ทันตแพทย์เตรียมไว้ล่วงหน้า ได้แก่ 

      2.1 ทองคำ (Gold) เป็นโลหะบูรณะฟันอีกชนิดหนึ่งที่มีประวัติการใช้งานยาวนานมาก ด้วยเหตุที่เป็นโลหะมีความทนทานสูง 

      2.2 
พอร์ซเลน (Porcelain) เป็นวัสดุเซรามิกมีความแข็ง และเปราะมาก จึงมีผลให้ฟันคู่สบ (opposing teeth) เกิดการสึกหรอได้ง่าย ทั้งนี้ทันตแพทย์ไม่แนะนำให้ใช้พอร์ซเลนอุดฟันโดยเฉพาะอย่างยิ่งฟันบดเคี้ยวอย่าง ฟันกราม(durability) ทนสึกกร่อน (wear) ได้ดี และไม่ทำให้ฟันคู่สบสึกด้วย แต่เนื่องจากโลหะมีสมบัตินำความร้อนและความเย็น ดังนั้นจึงอาจก่อให้เกิดความระคายเคือง ปัจจุบันการใช้ทองคำเป็นวัสดุบูรณะฟันลดปริมาณลงมาก เพราะวัสดุชนิดอื่นให้ความสวยงามคล้ายฟันจริงมากกว่า นอกจากนี้ทองคำยังมีราคาแพง แม้จะมีอายุการใช้งานยาวนานก็ตาม
      2.3 วัสดุอื่นๆ นอกเหนือจากวัสดุ 2 ชนิดข้างต้นแล้ว ยังมีการใช้วัสดุอุดฟันที่ทำจากวัสดุอื่นอีกหลายชนิด เช่น แพลตินัม (Platinum) โลหะผสมของดีบุกกับเหล็ก โลหะผสมของตะกั่วกับทังสเตน (Tungsten) เป็นต้น

สมุนไพรบรรเทาอาการปวดฟัน


คุณคงเป็นอีกหนึ่งคนที่ยอมแพ้ให้อาการปวดฟัน ซึ่งหลายต่อหลายคนคงลงความเห็นว่าเป็นที่สุดของความทรมานเลยใช่ไหม
          เนื่องจากจะมีอาการปวดแปลบๆ ปวดตุบๆ หรือปวดรุนแรงค่อยๆ กวนใจอยู่ตลอดเวลา ทำเช่นใดก็ยอมไม่หายสักที กินยาแก้ปวดก็แล้ว ทายาก็แล้ว โดยเฉพาะหลังจากการเคี้ยวอาหารมื้ออร่อยหรือขนมขบเคี้ยวไปแล้วราวๆ 20 นาที จนต้องรีบไปหาหมอฟัน เปลืองทั้งเงินเจ็บทั้งตัว
          ถ้าหากคุณเบื่อการกินยาแก้ปวด และไม่ต้องการไปหาหมอฟันแล้ว เรามีวิธีให้คุณเป็นหมอรักษาตัวเองด้วยวิธีไม่ยากนัก

สิ่งใดทำให้คุณปวดฟัน
          อาการปวดฟัน (toothache) ส่วนใหญ่มีผลมาจากสาเหตุฟันผุ ซึ่ง ในระยะแรกๆ จะมีลักษณะเสียวฟัน ก่อนที่อาการปวดจะรุกลามไปที่บริเวณใต้คางและศีรษะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อกินของเย็น ของร้อน หรือของหวาน เนื่องจากจะเป็นการกระตุ้นให้แบคทีเรียที่อยู่ในช่องปาก ปล่อยกรดออกมาทำลายเคลือบฟัน และชอนไชเข้าไปจนถึงเนื้อเยื่อส่วนที่นิ่มที่สุดภายในฟัน ซึ่งมีเส้นเลือดฝอยจำนวนมาก บวกกับในโพรงประสาทฟันมีเนื้อที่จำกัด จึงทำให้เกิดการอักเสบและบวม
          เมื่อเกิดอาการปูดจะทำให้เส้นประสาทถูกกด รวมทั้งเกิดการปิดกั้นช่องทางเปิดปลายรากฟัน ทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวก จึงไม่สามารถนำออกซิเจนมาเลี้ยงฟันได้ จนทำให้เกิดอาการปวดฟันที่รุนแรง
          ในที่สุดเนื้อฟันก็จะตาย ครั้นถึงตอนนั้นอาการปวดจะหายไป อย่างไรก็ดี ถ้าหากเป็นหนองที่ปลายรากฟันอาการปวดอาจจะกลับมาอีก แต่ลักษณะการปวดจะเป็นแบบตื้อ ๆ และสามารถระบุตำแหน่งได้ชัดเจนขึ้น
          นอกจากนี้อาการปวดฟันอาจเกิดจากอุปกรณ์ที่อในการอุดฟันหลุดไป ฟันร้าวหรือแตกจนถึงชั้นเนื้อฟันและโพรงประสาทฟัน การนอนกัดฟัน (bruxism) ปวดเนื่องจากมีฟันคุดและเหงือกอักเสบ (gingivitis) ซึ่งจะทำให้เหงือกร่นและรากฟันบางส่วนโผล่ขึ้นมาส่งผลให้เกิดอาการเสียวฟัน และปวดฟันได้ แต่บางคนที่มีสุขภาพฟันดีก็อาจมีความไวมากเป็นพิเศษต่อของร้อนหรือของเย็นได้

วิธีลดอาการปวดฟัน
ถ้าคุณอยากหายทรมานจากอาการปวดฟันแล้วละก็ ลองปฏิบัติตามคำแนะนำง่าย ๆ ต่อไปนี้ดูสิคะ
  1. เมื่อมีอาการปวดฟัน ให้ประคบด้านข้างของใบหน้าซีกที่ปวดฟันด้วยน้ำอุ่น
  2. ในกรณีที่อาการปวดฟันมีลักษณะปวดตุบ ๆ ซึ่งอาจเกิดจากการติดเชื้อ ให้ประคบที่ด้านข้างของใบหน้าด้วยน้ำแข็งประมาณ 5-10 นาที ทุก ๆ ครึ่งชั่วโมง ความเย็นจะช่วยลดปวดและลดบวม
  3. ถ้ามีอาการเสียวฟันง่าย ให้ใช้โซดาไฟหรือแปรงฟันด้วยยาสีฟันสูตรสำหรับแก้เสียวฟัน
  4. เมื่อต้องอยู่ในที่ที่อากาศเย็นหรือในช่วงฤดูหนาว สามารถป้องกันอาการเสียวฟัน หรืออาการปวดฟันจากอากาศเย็นได้โดยปิดปากด้วยผ้าพันคอ
  5. เลี่ยงอาหารที่ร้อนจัด เย็นจัด และหวานจัด โดยเฉพาะชา กาแฟ และไอศกรีม เพราะจะยิ่งกระตุ้นให้มีอาการงดอาหารที่แข็งจนต้องใช้วิธีกัดกิน เช่น แครอท แอปเปิ้ล ฝรั่งที่ยังไม่สุก เพราะการขบกัดฟันแรง ๆ กับวัตถุแข็ง ๆ จะกระตุ้นให้เกิดอาการปวดฟัน และในกรณีที่อุดฟันควรหลีกเลี่ยงการเคี้ยวหมากฝรั่ง เพราะจะทำให้สารที่อุดฟันไว้หลุดออกมาง่ายขึ้น

นวดกดจุดลดอาการปวด
          หลายคนคงคุ้นเคยกับการนวดตรงจุดตามร่างกาย ทั้งฝ่าเท้า ฝ่ามือ และศีรษะดีแล้วใช่ไหม คราวนี้เราลองมานวดกดจุดเพื่อบรรเทาอาการปวดฟันกันดีกว่า
  1. นวดคลึงเบา ๆ ที่แก้มเหนือบริเวณฟันที่ปวด จะช่วยบรรเทาอาการปวดได้ชั่วคราว
  2. ใช้น้ำแข็งก้อนเล็ก ๆ กดและถูบริเวณง่ามมือ ระหว่างนิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้ หรือใช้มืออีกข้างนวดบริเวณเดียวกันนี้ จะช่วยลดอาการปวดฟันได้ชั่วคราว
  3. สำหรับคนที่ปวดบริเวณกรามล่าง ให้ใช้นิ้วหัวแม่มือนวดบริเวณกระดูกขากรรไกรที่รองรับฟันล่าง ส่วนคนที่ปวดบริเวณกรามบนให้วางนิ้วหัวแม่มือ ตรงบริเวณส่วนกลางของหู แล้วลากนิ้วไปทางด้านหน้า จนกระทั่งถึงรอยบุ๋มใต้กระดูกประมาณหนึ่งนิ้วบริเวณหน้าใบหู จากนั้นกดแรง ๆ ประมาณ 10 นาที

สมุนไพรบรรเทาปวด
     บางคนพึ่งยาสารพัดชนิด ทั้งกินทั้งทา แต่พอหมดฤทธิ์ยาแล้ว อาการปวดฟันก็กลับมาสำแดงเดชอีกครั้ง ลองมาสอบอาการปวดด้วยฤทธิ์ยาทางธรรมชาติของสมุนไพรเหล่านี้ดีกว่าค่ะ

ว่านหางจระเข้

      มีสรรพคุณในการทำลายเชื้อโรคและสลายพิษ (neutralization) ของเชื้อโรค โดยหั่นว่านหางจระเข้เป็นชิ้น ๆ ความยาวประมาณ 2-3 เซนติเมตร ล้างยางออกให้หมด เหน็บไว้ที่ซอกฟัน ใช้ฟันขบให้อยู่บริเวณที่ปวดหรือใช้ไม้พันสำลีจุ่มน้ำวุ้นว่านหางจระเข้ ป้ายตรงบริเวณที่ปวด จะช่วยบรรเทาอาการได้ชั่วคราว




น้ำมันละหุ่ง

      ทาน้ำมันละหุ่งบริเวณแก้มข้างที่ปวดฟัน และใช้พลาสเตอร์ยาปิดไว้ แล้วใช้ผ้าขนหนูอุ่น ๆ หรือแผ่นประคบบริเวณที่มีอาการปวด จากนั้น นอนพักอย่างน้อย 20 นาที น้ำมันละหุ่งมีสรรพคุณในการระงับปวดได้ดี โดยจะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดที่ไปคั่งอยู่กับเชื้อจุลินทรีย์ในกรณี ที่เกิดการติดเชื้อหรือกับสารที่ทำให้เกิดอาการปวด เช่นไซโทไคเนส (cytokines) ในกรณีที่ปวดรากฟัน



น้ำมันกานพลู
     มีสรรพคุณในการรักษาอาการปวดฟันได้ ดีที่สุดชนิดหนึ่ง บางครั้งหมอฟันจะใช้น้ำมันกานพลูแทนยาที่มีฤทธิ์แรงกว่า เช่น Novocain โดยทาน้ำมันกานพลูบริเวณที่ปวดในช่องปากได้โดยตรง (หากน้ำมันกานพลูเข้มข้นเกินไปอาจทำให้เจือจางด้วยการผสมน้ำมันมะกอก) นอกจากนี้อาจใช้วิธีอมกานพลูทั้งชิ้นไว้ในปากบริเวณที่ปวดก็ได้ จะทำให้รู้สึกชาอย่างรวดเร็ว และอยู่นานกว่า 90 นาที หรือนำดอกกานพลูมาทุบแช่น้ำเหล้าขาว แล้วชุบสำลีอุดฟันซี่ที่ปวด



น้ำมันกระเทียม 
       ใช้สำลีจุ่มน้ำมันกระเทียมทาตรงที่ปวดฟัน จะช่วยบรรเทาอาการปวดได้เหมือนกัน

         


ดาวเรือง
       ใช้ดอกแห้งประมาณ 7-8 ดอก ต้มกับน้ำสะอาดในปริมาณที่พอเหมาะ ดื่มเป็นน้ำสมุนไพรทั้งวันเพื่อแก้อาการปวดฟัน







ผักบุ้งนา 
      นำรากสดของผักบุ้งนาราว 10 กรัม ตำให้แหลกแล้วคั้นเอาแต่น้ำ ผสมกับน้ำส้มสายชู อมไว้ประมาณ 5 นาที แล้วบ้วนออกด้วยน้ำสะอาด

 



มะระ
       นำรากมะระสดมาตำพอละเอียด แล้วพอกฟันซี่ที่ปวด โดยใช้ลิ้นกดไว้สักครู่ใหญ่


 

กุยช่าย 
        ในเหตุที่ปวดฟันเพราะแมงกินฟัน ให้นำเมล็ดกุยช่ายมาคั่วให้เกรียมดำ จากนั้นนำมาบดให้ละเอียดละลายน้ำมันยางแล้วชุบสำลี ยัดในฟันที่เป็นรูโพรง ทิ้งไว้หนึ่งคืน จะสามารถฆ่าตัวแมงที่กินฟันได้

          ถ้าตัวคุณไม่ต้องการไปหาหมอ คุณก็ต้องตัดหน้าเป็นหมอของตัวเอง ก่อนที่อาการปวดจะลุกลามเกินเยียวยาจนถึงขั้นต้องถอนฟันทิ้งนะคะ

Tip
           1.เมื่อใช้ยาสมุนไพรจนอาการปวดฟันบรรเทาแล้ว ควรไปพบทันตแพทย์
           2.ไม่ควรใช้ยาแอสไพรินบดอุดบริเวณฟันที่ปวด เพราะจะทำให้เกิดแผลไหม้ที่เหงือก และเป็นอันตรายต่อเคลือบฟันได้

           3.ถ้ามีอาการปวดบวมเมื่อเคี้ยวอาหาร หรือเหงือกแดงผิดปกติ มีเลือดออก แสดงว่าติดเชื้อ หรือถ้าปวดฟันและมีไข้ร่วมด้วย ควรรีบไปพบแพทย์ทันที

10 ปัญหาช่องปากและสุขภาพฟันของเด็กที่มักจะเกิดขึ้นบ่อย

1. ลิ้นเป็นฝ้าขาว  เกิดจากเมื่อลูกดื่มนมแล้ว ไม่ได้ทำความสะอาดคราบนมที่มักจะเกาะตามสันเหงือก หรือบริเวณกระพุ้งแก้ม จะทำให้กลายเป็นแหล่งอาหารของจุลินทรีย์ ทำให้เกิดเป็นฝ้าขาว ๆ ตามบริเวณลิ้น เพดานปาก และกระพุ้งแก้ม  และเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดฟันผุได้ซึ่งเป็นผลเสียต่อสุขภาพฟัน เช่นกัน
 
2. ฟันน้ำนมขึ้นไม่ครบ 20 ซี่ โดยปกติฟันน้ำนมจะเริ่มพัฒนาตั้งแต่ทารกอยู่ในครรภ์มารดาประมาณ 6 สัปดาห์ ซึ่งเป็นการรวมตัวของกระดูกขากรรไกร 10 หน่อ ซึ่งอาจจะทำให้ฟันน้ำนมผิดปกติไปได้ ซึ่งเด็กบางคนอาจจะมีฟันน้ำนมไม่ครบ 20 ซี่ หรืออาจมีฟัน 2 ซี่ติดกันเรียกว่า ฟันแฝด ซึ่งไม่จำเป็นต้องแก้ไขอะไรเนื่องจากเป็นเพียงฟันน้ำนมเท่านั้น 
 
 
3. ฟันน้ำนมผุ อาการนี้พบตั้งแต่อายุก่อนหนึ่งปี เนื่องมาจากเคลือบฟันของฟันน้ำนมจะน้อยกว่าฟันแท้มาก รวมไปถึงแร่ธาตุต่างๆ เช่น ฟอสฟอรัส หรือแคลเซียมก็น้อยกว่าฟันแท้เช่น เดียวกัน  ทำให้การผุของฟันนั้นง่ายขึ้น และยังลุกลามไปยังโพรงประสาทฟันได้ง่ายเช่นเดียวกัน  การผุของฟันน้ำนมนั้นค่อนข้างจะรักษายาก เนื่องจากเป็นฟันของเด็ก แล้วยิ่งผุในเด็กที่อายุน้อยกว่าหนึ่งขวบ ยิ่งจะทำให้การรักษายากขึ้น การป้องกัน และการดูแลสุขภาพฟันของเด็กอย่างใกล้ชิดของผู้ปกครอง คือการตรวจสอบคราบต่าง ๆ บริเวณฟัน และคอฟันอย่างสม่ำเสมอจึงถือเป็นวิธีป้องกันที่ดีที่สุด
 
 
4. ฟันซี่ไหนผุง่าย ฟันซี่ที่ผุง่ายจะเป็นฟันน้ำนมซี่หน้า เพราะเป็นบริเวณที่เด็กจะสัมผัสกับนมได้ง่ายและเป็นบริเวณที่น้ำลายมักจะไหล ผ่านน้อยที่สุด อีกจุดหนึ่งคือฟันกรามด้านบนซึ่งซอกฟันบริเวณนี้เป็นตำแหน่งที่การแปรงฟัน เข้าถึงได้ยาก เพราะฉะนั้นจึงทำให้สามารถผุบ่อยได้เช่นกัน วิธีป้องกันคือควรให้เด็กเลิกดื่มนมจากขวดเมื่ออายุประมาณ 12-18 เดือน แล้วมาดื่มนมจากถ้วยแทน จะทำให้การกค้างของนมในช่องปากลดลง และ หลีกเลี่ยงการดื่มนมที่มีรสหวาน
 
 
5. อาการเสียวฟัน มักจะเกิดกับเด็กที่ฟันผุ ที่ลุกลามลงไปสู่เนื้อฟันทำให้เกิดอาการเสียวฟันหรือ ปวดฟัน เวลารับประทานอาหารเย็นจัด หรือร้อนจัด วิธีแก้ไขคือไปอุดฟัน เพราะหากไม่ทำการรักษาหรือแก้ไขใด ๆ เลยจะทำให้เกิดเป็นตุ่มหนองบริเวณเหงือก และเจ็บปวดทุกครั้งเมื่อกินอาหาร
 
 
6. หลุมร่องฟันเป็นสีดำนั้นฟันผุหรือเปล่า? ถ้าเกิดในฟันกรามของฟันน้ำนม เคลือบฟันเปลี่ยนสีเป็นสีดำบริเวณหลุมร่องฟัน องทำการแปรงฟันให้สะอาดสม่ำเสมอ หากยังไม่แน่ใจว่าเป็นฟันผุหรือเปล่า ให้คอยตรวจสอบดู ถ้าเป็นฟันผุจะรักษาด้วยการอุดฟัน
 
 
7. ครอบฟันน้ำนมได้หรือเปล่า ความจริงแล้วสามารถทำได้ แต่ถ้าหากเนื้อฟันเหลือน้อยเกินไปก็ไม่แนะนำให้เก็บไว้ เพราะว่ายังไงฟันแท้ก็จะเกิดขึ้นมาใหม่อยู่ดี แต่เพื่อสุขภาพฟันที่ดีของลูกจึงควรที่จะรักษาฟันไว้จะดีกว่า
 
 
8. ทำไมฟันแท้ไม่ขาวเท่าฟันน้ำนม สาเหตุที่ฟันแท้ไม่ขาวเท่าฟันน้ำนมเนื่องมาจากฟันน้ำนมมีส่วนประกอบของน้ำมากกว่าฟันแท้
 
 
9. ฟันบิ่น ฟันหัก ส่วนใหญ่หากฟันฟันบิ่นหรือหักแล้วไม่ทะลุถึงโพรงประสาท (เลือดไม่ออก) ให้ไปพบทันตแพทย์และหาเศษฟันที่แกไปด้วย เพราะอาจจะสามารถบูรณะฟันได้ แต่หากทะลุถึงโพรงประสาทฟันควรจะรีบไปหาทันตแพทย์ทันที
 
 

10. เด็กกลัวหมอฟัน จะเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องปกติมากที่เด็กจะกลัวหมอฟัน อย่าว่าเด็กเลยบางครั้งผู้ใหญ่หลายๆ คนยังกลัว ทางแก้คือหมั่นพาเด็กไปพบหมอฟันบ่อยๆ ที่ยังฟันไม่ผุเพื่อให้เด็กเกิดความคุ้นเคยกับอุปกรณ์หรือเครื่องมือต่างๆ ของทันตแพทย์ซึ่งจะสามารถช่วยได้เช่นกัน