แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ทำฟัน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ทำฟัน แสดงบทความทั้งหมด

ระวังอย่าหลงเชื่อร้านค้าออนไลน์ “ติดเหล็กจัดฟันเอง” พังทั้งปาก

ขณะเดียวกันมีเพจร้านจำหน่ายลวดดัดฟันแฟชั่นในโซเซียลมีเดีย จำนวนหลายร้านในปัจจุบัน มีการโฆษณาชวนเชื่อว่า ลูกค้าสามารถซื้ออุปกรณ์ไปจัดฟันเองที่บ้านได้ โดยไม่ต้องพึ่งทันตแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญอีกต่อไป และกล่าวอ้างว่าได้บอกข้อควรระวังแก่ลูกค้าทุกคนอย่างรอบคอบ

ทว่า ไม่มีใครทราบว่าหลังจากจัดฟันแฟชชั่นไปแล้วเวลาแรมปี จะต้องเดินเข้าคลินิก ทันตกรรมเพื่อพบทันตแพทย์ตัวจริง ให้ช่วยแก้สภาพฟันที่มีปัยหาจากการใส่ลวดจัดฟันแฟชชั่น
การที่จะจัดฟันด้วยตัวเอง  เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เพราะทันตแพทย์จัดฟันต้องมีความรู้เกี่ยวกับกายวิภาคศาสตร์ของช่องปากและฟัน ซึ่งเป็นเรื่องของโครงสร้างในช่องปาก กระดูกขากรรไกรและฟัน ต้องรู้ว่าการเคลื่อนฟันโดยไม่ทำให้เกิดอันตรายจะทำได้อย่างไร ฯลฯ เนื่องจากสภาพความผิดปกติของการสบฟันของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ดังนั้นต้องใช้วิธีการและเครื่องมือจัดฟันที่แตกต่างกันออกไป ขณะที่ผู้รับจัดฟันแฟชชั่นไม่มีความรู้ทางด้านนี้เลย ต่อให้ใช้เครื่องมือจัดฟันที่ถูกต้อง ไม่มีสารพิษเจือปน มีการทำความสะอาดที่ถูกต้อง การติดตรงตำแหน่งที่ถูกต้อง และแม้ติดตรงตำแหน่งที่ถูกต้องก็ยังมีอันตรายจากกรดทาเนื้อฟันก่อนการติดเครื่องมือจัดฟันเข้ากับตัวฟัน ซึ่งต้องเป็นกรดที่สามารถใช้ในช่องปากได้โดยไม่มีอันตราย ต้องทานานแค่ไหนจึงจะไม่เกิดอันตราย กาวที่นำมาใช้ติด เพราะมีโอกาสเกิดอันตรายได้ทุกขั้นตอน โดยเฉพาะลวดและยางที่มาใช้เคลื่อนฟัน ลวดจะทำให้เกิดแรงที่ไม่เท่ากัน ต้องใช้ในขั้นตอนที่ไม่เหมือนกัน รวมถึงยางด้วย ทุกอย่างทำให้เกิดผลข้างเคียงที่เราไม่ต้องการและทำให้เกิดอันตรายในการเคลื่อนฟันได้ ซึ่งต้องรู้วิธีป้องกัน”
       รศ.(พิเศษ) ทพญ.สมใจอธิบายต่อว่า การนำโลหะ ลวด และยางสีๆ ไปติดกับฟัน จะทำให้เกิดแรงเคลื่อนฟันขึ้น แต่ถ้าไม่รู้หลักการควบคุมที่ถูกต้อง เราจะไม่รู้ว่าฟันจะเคลื่อนไปทางไหน ส่งผลให้เคลื่อนกระจัดกระจายอย่างไม่มีทิศทาง เหมือนภาพถ่ายฟันที่เกิดปัญหาหลังจากมีการจัดฟันแฟชชั่น ซึ่งถูกเผยแพร่ทางอินเทอร์เน็ต  
อย่างไรก็ตามโรคพวกจะนี้ไม่เกิดขึ้นกับเพื่อนๆเลยถ้าเพื่อนๆไม่ไปคิดอยากจะ ตามแฟชั่น ด้วยการที่ไปซื้อ เหล็กจัดฟัน มาทำเองโดยที่ไม่ได้มาตรฐาน ผมเชื่อว่ายังมี แฟชั่น อีกหลายๆอย่างที่เพื่อนๆสามารถทำแล้วไม่ส่งผลอันตรายถึงแก่ชีวิต ของเพื่อนๆนะครับ ^^

พาลูกไปทำฟัน

พาลูกไปทำฟัน

       ปัจจุบันพ่อแม่ผู้ปกครองหันมาสนใจดูแลสุขภาพฟันของเด็ก ๆ กันมากขึ้นมาก็จริงอยู่ แต่ยังพบว่ามีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่พาลูกไปพบทันตแพทย์อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งสันนิษฐานว่าไม่ทราบว่าต้องพาลูกมาพบทันตแพทย์เมื่อใด ถ้าลูกไม่มีอาการปวดฟันจะมาพบทันตแพทย์ได้หรือไม่ และถ้าได้ ทันตแพทย์จะทำอะไรกับลูกของตน ประกอบกับข่าวที่เกิดขึ้นตามสื่อต่างๆในช่วงที่ผ่านมา อาจทำให้เกิดความไม่มั่นใจที่จะพาลูกไปพบทันตแพทย์ เรามีคำแนะนำแก่คุณพ่อคุณแม่และท่านผู้ปกครองดังนี้

       โดยเริ่มต้นเลยคุณพ่อคุณแม่ควรหมั่นดูแลสุขภาพฟันเด็ก โดยการตรวจดูฟัน ตรวจดูสภาพช่องปากของเด็กอย่างสม่ำเสมอ ตั้งแต่ฟันน้ำนมซี่แรกเริ่มขึ้นเมื่ออายุประมาณ 6 เดือน และควรพาไปพบทันตแพทย์เมื่ออายุ 1 -2  ปี หรือเมื่อฟันน้ำนมขึ้นครบ 20 ซี่แล้ว แม้ว่าจะไม่มีอาการใด ๆ ก็ตาม เพื่อสร้างความคุ้นเคยกับคลินิกทันตกรรม ซึ่งผู้ปกครองอาจอธิบายให้เด็กทราบถึงการมาทำฟันว่าเป็นเรื่องที่ดีที่จะทำให้ฟันแข็งแรง ฟันไม่ผุ ไม่ปวดฟัน และควรหลีกเลี่ยงคำพูดที่ฟังดูน่ากลัว เช่น เข็ม แทง ถอนฟัน เจ็บ เป็นต้น

การพาเด็กมาพบทันตแพทย์ที่คลินิกทันตกรรมครั้งแรก เด็กอาจจะร้องให้งอแง ไม่ให้ความร่วมมือ คุณพ่อ คุณแม่ไม่ควรตกใจ อาย หรือดุเพื่อให้เด็กเงียบ เพราะนั่นจะทำให้เด็กยิ่งเกลียดและกลัวการทำฟันมากขึ้น และรู้สึกว่าการทำฟันทำให้เขาถูกดุหรือถูกตี ทั้งนี้การทำฟันครั้งแรก ทันตแพทย์จะทำฟันง่ายๆที่ไม่มีความเจ็บปวด เช่น การขัดฟัน การเคลือบฟลูออไรด์การเอ็กซเรย์ฟัน เป็นต้น แล้วจึงนัดมาทำการรักษาที่ซับซ้อนในภายหลัง  ซึ่งการพาเด็กมาทำฟันในขณะที่เด็กไม่มีฟันผุเลย เด็กมักจะร่วมมือได้ดีและ เข้าใจเหตุผลได้ดีกว่า การพาเด็กมารักษาหลังจากที่มีอาการเกิดขึ้นแล้ว

 กรณีที่เด็กไม่ให้ความร่วมมือในระหว่างทำผูปกครองไม่ควรเข้าไปจัดการ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของทันตแพทย์ การพูดสอดแทรกกับทันตแพทย์อาจทำให้เด็กสับสน การแสดงสีหน้าท่าทางลุกลนอาจทำให้เด็กเกิดความกังวลและไม่มั่นใจ จนไม่ยอมร่วมมือกับทันตแพทย์ การไม่เข้าไปในห้องทันตกรรมจะช่วยให้เด็กมีพฤติกรรมร่วมมือในการทำฟันดีขึ้น

คุณพ่อคุณแม่ หรือผู้ปกครองเมื่ออ่านบทความนี้แล้ว ควรที่จะตระหนักถึงการพาเด็กไปพบทันตแพทย์ เพื่อสร้างบรรยากาศความคุ้นเคย และเพื่อให้เด็กสามารถที่จะปรับตัว และให้ความร่วมมือกับทันตแพทย์ได้ดี ในการทำทันตกรรมต่าง ๆ เพื่อสุขภาพปากและฟันของเด็ก ๆ จะได้ไม่มีผลกระทบต่อสุขภาพของเด็ก หรือการขาดเรียนเพราะปวดฟัน จนคุณพ่อคุณแม่ผู้ปกครองไม่เป็นอันทำงาน 

คลินิกทำฟันเถื่อน

คลินิกทำฟันเถื่อน

เริ่มแรกหากใครคิดที่จะลองทำทันตกรรมต้องคิดดีๆ และหาข้อมูลมา ๆ อาจจะหาจากคนในครอบครัว หรือเพื่อนๆ คนรู้จัก ว่าเคยทำฟันที่ไหนกันบ้าง ไปทำฟันที่ไหนรู้สึกดี๊ดี คุณหมอน่ารัก และอยากไปที่เดิมอีก โดยมากคนไข้ที่ทำฟันประจำมักจะชอบใจในอัธยาศัยของทันตแพทย์ประจำตัว ประมาณว่า อยากทำฟันกับหมอฟันที่คุยกันฉันมิตรมากกว่าที่จะไปพบหมอฟันที่ไม่คุ้นเคย เมื่อเพื่อนแนะนำก็น่าลองไปทำฟันด้วยมากกว่าไปหาหมอฟันที่ไม่มีใครรู้จักจริงไหมละ ไหนๆ ก็ต้องรักษา ต้องเจ็บตัว ต้องจ่ายตังแล้วนี่นา ดีไม่ดี กลับมาด่าเพื่อนตัวเองทีหลังก็ยังได้ จริงป่ะ ในที่นี้จะเน้นถึงคลินิกทำฟันเดี่ยว ที่รักษาฟันอย่างเดียวและไม่ใช่โพลีคลินิกที่มีเเพทย์รักษาร่างกาย ประจำอยู่ด้วย คลินิกทำฟันปัจจุบันมีเยอะมาก แทบจะกระจายอยู่ทุกซอยก็ว่าได้ และเป็นคลินิกประเภทหนึ่งที่มีคลินิกปลอมเยอะมากๆ เพราะฉะนั้นเราจึงหาข้อมูลเกี่ยวกับคลินิกทำฟันมาให้เพื่อจะไม่ได้เข้าไปคลินิกเถื่อนกัน

คลินิคทำฟันเถื่อน

             ก่อนก้าวเข้าคลินิกทำฟันแหงนหน้ามองดูป้ายหน้าคลินิกทำฟันซึ่งมักจะอยู่ติดๆ กับป้ายชื่อเฉพาะของแต่ละคลินิกทำฟัน ป้ายนี้เป็นป้ายบังคับติดซึ่งมีพื้นสีขาว ตัวหนังสือสีม่วง แสดงชื่อเฉพาะของสถานพยาบาลและ เลขที่ใบอนุญาตประกอบกิจการ ป้ายนี้ไม่เล็กไม่ใหญ่ติดตั้งใกล้ๆ ป้ายสารพัดสีของคลินิกทำฟันนั้นๆ ในทุกคลินิกที่ลงทะเบียนเป็นผู้ดำเนินกิจการสถานพยาบาล หากเป็นคลินิกแพทย์ก็จะใช้ตัวอักษรสีเขียวอะไรทำนองนี้นะคะ เมื่อเห็นป้ายคล้ายๆแบบนี้แล้ว เห็นชื่อ เห็นเลขทะเบียนสถานพยาบาลชัดเจน ก็สบายใจได้นิดหน่อย  แล้วเดินก้าวเข้าประตูคลินิกทำฟันได้เลย

             ซึ่งในทุกๆ ปีเจ้าของสถานพยาบาลจะต้องไปต่อทะเบียนสถานพยาบาลโดยนำใบอนุญาตให้ ประกอบกิจการสถานพยาบาล และ ใบอนุญาตให้ดำเนินการสถานพยาบาล ไปติดต่อสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนั้นๆที่สถานพยาบาลตั้งอยู่ หรือที่กองประกอบโรคศิลป์สำหรับสถานพยาบาลที่ตั้งอยู่ในกรุงเทพมหานคร บางคลินิกก็อาจติดใบอนุญาต ใบนี้ให้เห็นๆ กันไปเลยแต่บางคลินิกก็อาจติดลึกลับหน่อย


             แต่ป้ายที่จำเป็นต้องติดและจำเป็นต้องประกาศก้องให้โลกใบนี้รับรู้ว่า ผู้ใดคือผู้จดทะเบียนสถานประกอบการนี้คือ ป้ายที่จะเห็นหน้าตาทันตแพทย์ผู้จดทะเบียนสถานพยาบาลและเลข ปีพ.ศ. ที่ต่อทะเบียนแล้วอย่างชัดเจนค่ะ ชื่อ และใบอนุญาตเลขที่ ท._xxxx_เป็นข้อมูลสำคัญที่คนไข้ผู้รับการรักษาทันตกรรมควรทราบและจดเอาไว้บ้างละ แม้ทันตแพทย์ผู้ทำการรักษาอาจไม่ใช่ทันตแพทย์เจ้าของคลินิกผู้จดทะเบียน แต่เราจดไว้ก็ไม่เสียหลาย ที่ต้องรู้แน่ๆ คือทันตแพทย์ผู้ที่รักษาฟันให้เราชื่ออะไร มีเลข ท. อะไร (เลขที่ขึ้นทะเบียนใบประกอบโรคศิลป์จะเป็นการยืนยันตัวตนว่าเป็นผู้ประกอบวิชาชีพทันตแพทย์ที่ได้รับรองตัวจริง) เพื่อประโยชน์ของตัวเราเองเราต้องทราบว่าเราฝากปากและฟันของเราไว้ให้ใครดูแล ทุกท่านสามารถขอนามบัตรทันตแพทย์ที่ผู้ให้การรักษาจากประชาสัมพันธ์คลินิก ที่ทำบัตรคนไข้ หรือถามหาจากทันตแพทย์โดยตรงได้เลยค่ะ ถ้าไม่ยอมให้ก็น่าสงสัยแล้วล่ะ

             ยังมีป้ายอื่นๆ ที่ทางกระทรวงสาธารณะสุขออกข้อบังคับมาให้ติดบริเวณคลินิกทันตกรรม เช่น ป้ายใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทันตกรรม,ป้ายบอกราคาเบื้องต้น,ป้ายคำประกาศสิทธิของผู้ป่วย,ป้ายห้ามสูบบุหรี่,ป้ายบอกเวลาทำการ วันเปิดปิดของคลินิกทันตกรรม,ป้ายชื่อทันตแพทย์ประจำคลินิกทำฟันดังนั้นก่อนตัดสินใจทำบัตรคนไข้ลอง เมียงมองหาป้ายเหล่านี้ดูอย่างน้อยๆ ก็เป็นข้อบังคับเบื้องต้นทีสามารถสังเกตเห็นได้ง่ายๆ ทุกๆสถานพยาบาลคลินิกทันตกรรมที่ได้ลงทะเบียนกับกระทรวงสาธารณสุขต้องมีป้ายต่างๆ ที่กล่าวมาแล้วแสดงไว้ให้เห็นด้านหน้าบริเวณทำบัตรคนไข้ใหม่

อาหาร เสริม สุขภาพฟัน

                          อาหาร เสริม สุขภาพฟัน


ถ้าพูดถึงเรื่องของอาหาร และสุขภาพช่องปาก เป็นเรื่องที่สัมพันธ์กัน เพราะการผ่านอาหารเข้าสู่ร่างกาย อันดับแรก คือ ผ่านจากช่องปาก และเป็นการย่อยอาหารในชั้นแรกๆ ด้วย หากการย่อยเป็นไปอย่างไม่สมบูรณ์ ย่อมเกิดผลเสียต่อร่างกายแน่นอน

ฟัน ถือว่าเป็นอวัยวะ ที่แข็งแกร่งที่สุดของร่างกาย แต่ก็ยังเกิดการผุกร่อน เสื่อมไปตามสภาพได้ เพราะการกินอาหารไม่ถูกต้อง ไม่ได้รับการดูแลรักษาอย่างถูกวิธี เมื่อฟันซึ่งเป็นส่วนที่แข็งแรง แต่ก็ยังเสื่อมโทรม ส่วนต่างๆ ของร่างกายที่อ่อนแอกว่า ก็จะต้องเสื่อมโทรมไปได้ด้วยเช่นกัน การที่ฟันเสีย หรือเหงือกบวมนั้น ต้องใช้เวลานานกว่าจะแสดงอาการ แต่ถ้าเรากินอาหารให้ถูกต้อง และดูแลสุขภาพฟันให้ดี ตั้งแต่เริ่มแรก และเป็นไปอย่างสม่ำเสมอ เราก็ไม่ต้องเสียเวลาทำฟัน รักษาฟัน รักษาเหงือกที่แสนจะแพง

สิ่งที่จะมาเสริมสร้างความแข็งแรงของฟันได้ นอกจากจะต้องดูแลรักษาให้ถูกต้องแล้ว ยังจะต้องรู้จักการกินอาหารอีกด้วย สารอาหารประเภทแคลเซียมและฟอสฟอรัส รวมทั้งวิตามินด้วย ทั้งหมดนี้จะเป็นตัวประกอบให้ฟันเราแข็งแรง และถ้ากินอาหารที่ให้สารอาหารประเภทนี้ไม่พอ ฟันเราก็จะเสียง่าย

โดยปกติแล้ว ถ้าเรากินอาหารครบ 5 หมู่ เราก็จะได้ฟอสฟอรัสเพียงพอ จากการกินอาหาร แต่ปัญหาอยู่ที่แคลเซียม ซึ่งอาหารส่วนใหญ่ ไม่ได้มีแคลเซียมเสมอไป ร่างกายเราจึงมักขาด โดยเฉพาะเด็กนั้นต้องการมากเป็น 2 เท่าของผู้ใหญ่

อาหารที่อุดมไปด้วยแคลเซียมมาก ก็คือ น้ำนม เนยแข็ง รองลงมาก็ได้แก่ ผักประเภทกะหล่ำดอก มะเขือเทศ ฟักทอง ผักโขม ตำลึง ใบมะกรูด ใบกระเพาขาว ใบแค ใบบัวบก ใบยอ ใบชะพลู ใบแมงลัก ผักกาดขาว ไข่แดง ปลา ปลาตัวเล็กที่กินได้ทั้งกระดูก กุ้งแห้ง อาหารที่พอจะมีแคลเซียมอยู่บ้างก็เช่น สับปะรด เชอร์รี่ องุ่นแห้ง เห็ด กล้วย ถั่วฝักยาว ถั่วเมล็ดแห้ง งา ปลาร้า

มีแพทย์หรือหมอฟันหลายราย มักพูดกันเสมอว่า การรักษาโรคฟันนั้น รักษาง่ายกว่าโรคเหงือก เพราะเหงือกเป็นอวัยวะที่ละเอียดอ่อน มีหน้าที่หุ้มรากฟัน การที่เหงือกจะสวยไม่คล้ำหรือซีด อาหารแต่ละวันควรกินผลไม้สด ผักสด ซึ่งหากินได้ไม่ยากในบ้านเรา เช่น ส้มต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นส้มเขียวหวาน ส้มเช้ง ส้มจุก ส้มโอ ประเภทอื่นก็เช่น มะนาว มะเขือเทศ มะละกอ ฝรั่ง สับปะรด กระหล่ำปลี แต่วิตามินซีจะถูกทำลายได้ง่าย และจะสูญเสียไป เมื่อปรุงเป็นอาหาร หรือแม้แต่การหั่นซอย และการทิ้งไว้ให้เหี่ยว มันก็จะสูญไปอย่างรวดเร็ว ด้วยเหตุนี้ เราจึงต้องเลือกกินอาหารที่สดใหม่ ถ้าซอยหรือหั่นแล้วแช่น้ำ วิตามินซีก็จะสูญสลายไปด้วย

ดังนั้นเราควรเริ่มดูแลฟัน และเหงือกเสียแต่วันนี้ เพราะเราต้องใช้ฟันขบเคี้ยวอาหารตลอดเวลา หากฟันและเหงือก ไม่สมบูรณ์แข็งแรง เราอาจจะต้องเสียค่ารักษา ที่แพงมากกว่าอาหารแต่ละมื้อ และทุกข์ทรมานด้วย

ฟันแท้หรือฟันน้ำนม

     ผู้ปกครองหลายท่านอาจะต้องเห็นว่าการที่ลูกมีฟันแท้ขึ้นแล้วสังเกตได้ไม่ยาก เช่น เมื่อฟันน้ำนมโยกและหลุดตามธรรมชาติ ผ่านไปไม่กี่เดือนจะเห็นฟันแท้ขึ้นตามมาดังภาพด้านล่างซ้าย หรือในบางกรณีอาจพบว่าฟันแท้ดันแทรกขึ้นมา โดยที่ฟันน้ำนมยังไม่หลุดดังภาพด้านล่างขวา
     ภาพซ้าย: ลักษณะฟันของเด็กที่เดิมมีฟันหน้าน้ำนมผุจนเหลือแต่ส่วนของรากฟัน  ต่อมาฟันน้ำนมโยกและหลุดไปหนึ่งซี่ โดยในภาพพบว่ามีฟันหน้าแท้ขึ้นแล้วหนึ่งซี่ในฟันบน และสองซี่ในฟันล่าง (ในวงกลมสีเหลือง)
     ภาพขวา: ลักษณะของฟันแท้ที่ขึ้นแล้ว (ในวงกลมที่เป็นสีเหลือง) แต่ฟันน้ำนมยังไม่หลุด
ฟันหน้าจะเป็นตำแหน่งที่สามารถสังเกตการขึ้นของฟันแท้ได้ง่ายต่างจากฟันกรามแท้ซี่แรกของเด็ก (ในวงกลมสีน้ำเงินของภาพด้านขวา) ฟันกรามแท้ซี่แรกจะขึ้นมาในตำแหน่งที่ไม่ได้แทนที่ฟันน้ำนมซี่ใดในช่องปาก ดังนั้นจึงไม่เห็นว่ามีฟันน้ำนมโยกหลุดไปก่อนที่ฟันกรามแท้จะขึ้น  หากแต่ฟันกรามแท้จะค่อยๆ   ดันเหงือกที่เป็นช่องว่างขึ้นมาเมื่อเด็กอายุประมาณ 6-7 ปี 
ถ้าเราแบ่งช่องปากของเด็กเป็น 4 ส่วน คือ ขวาบน ขวาล่าง ซ้ายบนและซ้ายล่างดังภาพด้านล่างซ้ายแล้ว ในแต่ละส่วนจะมีฟัน 5 ซี่ หากดูจากด้านหน้าไปด้านหลังประกอบด้วยฟันตัด 2 ซี่ ฟันเขี้ยว และฟันกราม 2 ซี่ตามลำดับ เด็กจะมีฟันน้ำนมที่เป็นฟันกรามเพียง 2 ซี่เท่านั้น
  
     เมื่อเด็กอายุได้ประมาณ 6-7 ปี ผู้ปกครองจะเริ่มสังเกตเห็นว่าท้ายฟันกรามน้ำนมทั้งสองซี่เริ่มมีฟันแท้ขึ้นมา จากการแนะนำวิธีการดูแลเหงือกและฟันให้แก่ผู้ปกครอง พบว่าผู้ปกครองหลายท่านยังไม่ทราบว่าฟันกรามซี่ในสุดของลูกนั้นเป็นฟันแท้ บางรายฟันกรามแท้ที่ว่านี้ยังไม่ผุเพียงแต่มีคราบเศษอาหารติดอยู่มาก เนื่องจากเป็นฟันที่อยู่ลึกทำความสะอาดยาก ในขณะที่บางรายกว่าผู้ปกครองจะทราบว่าฟันกรามซี่ในสุดคือฟันแท้ก็ต่อเมื่อลูกปวดฟันและมาพบทันตแพทย์ สุดท้ายบางรายฟันผุมากถึงขั้นต้องรักษารากฟันและทำครอบฟัน หรือในรายที่หนักที่สุดคืออาจต้องถอนฟันแท้ซี่นั้นออกไป ซึ่งย่อมกระทบถึงการบดเคี้ยวอาหารของเด็กและคุณภาพชีวิตตามมา

หลังการทำฟันหรือผ่าฟันคุด...ควรทำตัวอย่างไร ??


1. ให้ผู้ป่วยถอนฟันหรือผ่าฟันคุดกัดผ้าก็อตไว้ให้แน่นเพื่อห้ามเลือดประมาณ 1-2 ชม. กัดให้แน่นจนกว่าเลือดหยุดไหล
2. ห้ามรบกวนบริเวณแผลที่ถอนฟันหรือผ่าฟันคุดเด็ดขาด ควรปล่อยให้แผลอยู่นิ่งๆ ห้ามใช้ลิ้นหรือสิ่งอื่นใดแตะหรือดุนแผลเล่น
3. ห้ามบ้วนน้ำ น้ำลาย หรือเลือด ให้กลืนน้ำลายลงคอได้เลย เนื่องจากการบ้วนอาจทำให้แผลที่ถอนฟันหรือผ่านฟันคุดมาถูกรบกวนได้ และอาจจะทำให้เลือดไหลไม่หยุดด้วย
4. ให้ผู้ป่วยที่ทำฟันมาใช้น้ำแข็งห่อผ้าประคบข้างแก้มไว้ เพื่อให้เลือดหยุดไหลเร็วขึ้น
5. ในวันแรกผู้ป่วยที่ทำฟันมาควรทานยาแก้ปวดทุกๆ 4-6 ชั่วโมง เพื่อช่วยบรรเทาอาการปวดที่เกิดขึ้นหลังฤทธิ์ยาชาหมด
6. ในวันแรกผู้ที่เพิ่งทำฟันมาควรทานอาหารอ่อนหรืออาหารที่มีลักษณะเหลว เพื่อป้องกันเศษอาหารเข้าไปติดบริเวณแผล กลางคืนควรนอนหนุนหมอนสูงเพื่อช่วยลดการบวมบริเวณที่ผ่าตัด
7. ให้แปรงฟันได้ตามปกติ แต่ระวังอย่ากระแทกโดนบริเวณแผลที่ทำฟันมา ซึ่งห้ามบ้วนน้ำแรงๆ งดใช้น้ำยาบ้วนปากในช่วง 1-2 วันแรก เพราะจะทำให้แผลที่ทำฟันมาหายช้าขึ้นไปอีก
8. ในวันที่ 3 หลังการถอนฟันหรือการผ่าฟันคุด ให้อมน้ำเกลือไว้สักพัก  โดยให้ผสมเกลือ 1 ช้อนชากับน้ำอุ่น 1 แก้ว และควรบ้วนปากบ่อยๆประมาณ 3-5 ครั้งต่อวัน ซึ่งจะช่วยให้แผลที่ทำฟันมาหายเร็วขึ้น 
9. กรณีผ่าฟันคุดหรือถอนฟันซี่ยาก จะได้รับยาปฏิชีวนะสำหรับป้องกันการติดเชื้อ ผู้ป่วยจะต้องทานตามคำแนะนำของทันตแพทย์อย่างเคร่งครัด ให้ทานยาต่อเนื่องเป็นเวลา 5 วัน การทานยาไม่ต่อเนื่องอาจทำให้เกิดการติดเชื้อภายหลังการผ่าตัดได้
10. การบวมช้ำหรือมีจ้ำเขียว เป็นอาการตอบสนองตามปกติของร่างกาย ให้ประคบอุ่นๆเพื่อช่วยลดการบวม
11. งดสูบบุหรี่และงดดื่มแอลกอฮอล์ รวมถึงงดการออกกำลังกายหนักๆ
12. หากมีการปวด หรือบวมมากผิดปกติ ควรรีบติดต่อทันตแพทย์ทันที

วิธีการดูแลสุขภาพฟันในระหว่างจัดฟัน

ปัญหาที่ถูกพบบ่อยมากที่สุดคือคนไข้ที่ ติดเครื่องมือจัดฟันแล้ว มีอาการอักเสบหรือมีอาการฟันผุ อันเนื่องมาจากการดูแลสุขภาพช่องปากทำได้ยาก ดังนั้นจึงควรมีการวิธีการทำความสะอาดสุขภาพช่องปากที่อยู่ในระหว่างจัดฟัน โดยมีวิธีการดังต่อไปนี้

  1. ควรแปรงฟันทุกมื้อหลังรับประทานอาหาร โดยปกติจะแปรงเช้าและก่อนนอน เนื่องจากในระหว่างที่ทานอาหารเสร็จ จะมีเศษอาหารที่ติดอยู่ตามซอกฟันเป็นจำนวนมาก บางครั้งการบ้วนปากเพียงอย่างเดียวอาจจะไม่ช่วยกำจัดเศษอาหารที่ตกค้างได้จน หมด สิ่งที่ควรจะทำก็คือหันไปใช้ไหมขัดฟันทุกครั้งหลังรับประทานอาหารเช่นเดียว กัน ซึ่งถ้าไม่มีเวลาควรใช้วันละ 1 ครั้ง ก่อนแปรงฟันตอนเย็น
  2. กรณีที่ใช้ไหมขัดฟันไม่สะดวก อาจจะมีการเลือกใช้เป็นไหมขัดฟันชนิดพิเศษ (Superfloss) ใช้ทำความสะอาด โดยจะใช้ในส่วนปลายของไหมขัดฟันชนิดพิเศษซึ่งมีความแข็งและจะสอดเข้าไป ระหว่างฟัน
  3. ใช้ยาสีฟัน น้ำยาบ้วนปาก ที่มีส่วนผสมของฟลูออไรด์ อย่างน้อยวันละครั้งเพื่อช่วยลดอัตราการเกิดฟันผุได้
  4. ใช้แปรงสีฟันที่ออกแบบมาให้เหมาะสมกับ ผู้รักษาเพราะจะสามารถทำความสะอาดได้ง่ายและสะอาดกว่าการใช้แปรงสีฟัน ธรรมดา  ซึ่งการใช้แปรงตามซอกฟัน จะสามารถเข้าไปทำความสะอาดได้
  5. ควรจะมาขูดหินปูน ร่วมกับการตรวจเช็คฟันผุทุกๆ 6 เดือน เนื่องจากผู้ที่มารักษาที่ติดเครื่องจัดฟันนั้นมีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรค เหงือกอักเสบ และโรคฟันผุได้ง่ายกว่าคนทั่วไป

ข้อควรระวัง

  1. หลีกเลี่ยงจากการเคี้ยวอาหารแข็งๆ เหนียว กรอบๆ เช่นการเคี้ยวก้อนน้ำแข็ง ปลาหมึก ถั่ว หมากฝรั่ง ซึ่งจะทำให้เครื่องมือหลุดได้ ถ้าเครื่องมือหลุดบ่อยๆ ซึ่งจะต้องกลับไปให้ทันตแพทย์ติดเครื่องมือใหม่ เสียเวลาและค่าใช้จ่าย
  2. อาหารที่มีลักษณะชิ้นใหญ่ๆ ควรที่จะตัดแบ่งออกให้เป็นชิ้นคำพบดี ไม่ควรใช้ฟันในการกันแบ่ง
  3. การรับประทานควรรับประทานอาหารอ่อนๆ โดยเฉพาะตอนที่เพิ่งจะติดเครื่องมือหรือเปลี่ยนลวดใหม่ๆ มีอาการเส้นลวดเล็กๆ ทิ่มกระพุ้งแก้ม จะต้องใช้ขี้ผึ้งที่ทันตแพทย์ให้มาปิดปลายเส้นลวดก่อน แล้วจึงกลับมาพบทันตแพทย์เพื่อที่จะได้รับการแก้ไข และปรับแต่งเส้นลวดใหม่ๆบริเวณนั้น

เพียงเท่านี้คุณก็จะจัดฟันของคุณก็จะราบรื่น ได้ฟันสวยๆ ซึ่งจะไรปัญหาจากการเกิดโรคฟันผุและอาการเหงือกอักเสบได้

การดูแลรักษาฟันเด็ก

      การเอาใจใส่ในการดูแลรักษาสุขภาพฟันของเด็ก ควรจะเริ่มดูแลตั้งแต่แรกเกิดไม่จำเป็นต้องรอให้ฟันน้ำนมซี่แรกจะงอก พ่อแม่จึงมีหน้าที่ในการดูแลเอาใจใส่ พ่อแม่จึงมีภาระที่ต้องช่วยดูแลสุขภาพปากและฟันของบุตรหลานของตน ดังนั้นควรพาบุตรของท่านไปพบทันตแพทย์ครั้งแรกเมื่อบุตรมีอายุระหว่าง 2-3 ขวบ การไปพบทันตแพทย์อย่างสม่ำเสมอจะทำให้การรักษาทำความสะอาดภายในช่องปากได้อย่างมีประสิทธิภาพ และรับประทานอาหารที่มีประโยชน์จะทำให้เด็กมีสุขภาพฟันที่แข็งแรง และจะมีรอยยิ้มที่สวยใสตลอดไป

  

ฟันน้ำนมขึ้น และฟันแท้ขึ้นมาแทนที่
โดยทั่วไปฟันน้ำนมซี่แรก จะขึ้นเมื่ออายุได้ราว 6-8 เดือน  และก็จะเพิ่มขึ้นไปที่ละซี่สองซี่และจะค่อยทยอยขึ้นจนครบ 20 ซี่เมื่ออายุประมาณ 2 ขวบครึ่ง เมื่อฟันขึ้นเด็กอาจจะมีอาการเจ็บปวดฟันบริเวณเหงือก และมีน้ำลายไหลเกือบตลอดเวลาเมื่อขณะฟันขึ้น หากเด็กตัวร้อนนานหลายๆ วัน มิใช่สาเหตุของการขึ้นของฟัน น้ำนมยังช่วยกระตุ้นให้การเจริญของขากรรไกร ของโครงหน้าเป็นไปอย่างปกติ ช่วยกันที่ไว้ให้ฟันถาวร ที่จะขึ้นในตำแหน่งนั้นขึ้นได้ อย่างปกติ และถูกต้องฟัน
ฟันแท้เริ่มงอกขึ้นมาแทนที่ตั้งแต่อายุ 6 ถึง 12 ขวบ ฟันแท้ซีกแรกจะขึ้นตอนอายุ 6 ขวบได้แก่ ฟันกรามอายุหกขวบซี่ที่ 1 ล่าง ถ้าดูจากภายในช่องปากจะอยู่หลังจากฟันกรามน้ำนมซี่สุดท้ายของปาก ฟันหน้า เขี้ยว และฟันกรามหน้า จะขึ้นมาแทนที่ฟันน้ำนม และสุดท้ายได้แก่ฟันกรามอายุสิบสอง ซึ่งจะงอกด้านหลังฟันกรามอายุหกขวบ 



โภชนาการ
น้ำนมของแม่เป็นอาหารธรรมชาติ ที่ดีที่สุดสำหรับเลี้ยงทารก ในน้ำนมมารดานั้นมีสารอาหารที่ร่างกายของเด็กต้องการอยู่ครบถ้วน และช่วยในการพัฒนาการของเด็กในระยะหกเดือนแรก ควรให้เด็กดื่มนมมารดา และ/หรือนมที่ผลิตเป็นพิเศษสำหรับทารก นานเป็นเวลาหนึ่งปีหรือนานกว่านั้น เมื่อฟันน้ำนมเริ่มขึ้น ควรลดการให้นมในตอนกลางคืน หากเด็กตื่นขึ้นในเวลากลางคืนและกระหาย ก็ควรให้น้ำสะอาดดื่มแทนนม
การให้เด็กดื่มน้ำผลไม้จากขวดนม เป็นสิ่งที่ไม่ควรกระทำอย่างยิ่ง และ ห้าม ให้เด็กดื่มน้ำผลไม้ทุกชนิดในตอนกลางคืน

น้ำสะอาดเป็นเครื่องดื่มที่ดีที่สุด
การดูแล
เด็กมีอายุระหว่างสองถึงสามขวบ เมื่อไปพบทันตแพทย์ครั้งแรกนั้น ทันตแพทย์จะพุดคุยกับเด็กก่อน เพื่อสร้างความสนิทสนมเพื่อให้เด็กเกิดความคุ้นเคยและไม่กลัวตลอดจนอาหารที่ควรรับประทานและการใช้ฟลูออไรด์ควรพาไปพบทันตแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพฟันอย่างน้อย ปีละ 1 ครั้ง
การเจ็บปวดที่ฟัน
เป็นสิ่งปรกติสำหรับเด็ก ที่จะมีการเจ็บปวดที่ฟันโดยเฉพาะเด็กที่ “เริ่มหัดเดิน” มีแผลเลือดออกภายในบริเวณเยื่อบุผนังช่องปากแผลเหล่านี้จะหายเร็วและไม่ทิ้งล่องรอยปรากฏให้เห็น อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นเสมอสำหรับเด็กที่เริ่มหัดเดิน หากมีอาการเจ็บปวดภายในช่องปากควรรีบไปหาทันตแพทย์ และคอยติดตามตรวจดูหลังจาก 2-3 ชั่วโมง

การป้องกันรักษาฟันเด็ก

การรักษาความสะอาดภายในช่องปาก
ควรแปรงฟันวันละสองครั้ง โดยใช้ยาสีฟันที่มีส่วนผสมของฟลูออไรด์อย่างพอเหมาะ ประมาณ 0.1%F- ควรแปรงฟันทันทีเมื่อฟันน้ำนมซี่แรกงอกขึ้นมา ก่อนแปรงควรนวดเหงือกด้วยผ้าสะอาดชุบน้ำและต้องคำนึงไว้เสมอว่า ปริมาณของสารฟลูออไรด์ที่ผสมอยู่ในยาสีฟันของเด็ก แต่ละชนิดนั้นแตกต่างกันไป และไม่ควรปล่อยให้เด็กแปรงฟันโดยลำพัง จนกว่าเด็กอายุสิบขวบควรหัดให้เด็กแปรงฟันจนเป็นนิสัย
ฟลูออไรด์ ว่ากันว่าฟลูออไรด์เป็นสิ่งที่ให้ประโยชน์ต่อฟัน แต่ต้องใช้ให้ถูกวิธีในปริมาณที่เหมาะสม เพราะสารฟลูออไรด์นั้นมีความสำคัญต่อช่องปาก และเสริมสร้างสุขภาพฟันที่ดีนอกจากนั้น ยังช่วยป้องกันโรคฟันผุได้ โดยสารฟลูออไรด์จะเข้าไปรวมตัวกับแคลเซียม ที่เป็นส่วนประกอบสำคัญของฟันในปัจจุบันนี้ไม่แนะนำให้ใช้ ฟลูออไรด์ชนิดรับประทานเพื่อป้องกันฟันผุ แต่ยังมีเด็กบางกลุ่มที่มีความจำเป็นต้องใช้ฟลูออไรด์ชนิดรับประทานอยู่ เพราะการแปรงฟันวันละสองครั้ง ยังไม่ได้รับสารฟลูออไรด์ในปริมาณที่เพียงพอในการใช้ฟลูออไรด์ควรปรึกษาทันตแพทย์ก่อนเริ่มใช้ และปฏิบัติตามวิธีการใช้อย่างเคร่งครัด และฟลูออไรด์นั้นมีประโยชน์สำหรับบุคคลทุกวัย

การจัดฟันแบบถอดออกได้โดยไม่เห็นเครื่องมือ (Invisalign)

    สวัสดีค่ะ วันนี้เราก็มาพูดคุยกันเรื่องเกี่ยวกับการจัดฟันอีกแล้ว แต่วันนี้ขอกล่าวถึงการจัดฟันรูปแบบใหม่ล่าสุดที่มีในตอนนี้เลยก็คือการจัดฟันแบบถอดได้โดยไม่เห็นเครื่องมือหรือInvisalign การจัดฟันแบบนี้เป็นการจัดที่ดิฉันเองคิดว่ามันเจ๋งสุดๆ ไปเลยค่ะเพื่อนๆ เพราะขณะที่เราจัดฟันอยู่คนทั่วๆ ไปจะมองเห็นตัวเครื่องมือได้ยาก นั่นก็หมายความว่าเขาแทบจะไม่รู้เลยว่าตอนนี้เราใส่เครื่องมือ ด้วยคุณลักษณะของตัวอุปกรณ์เองเป็นแบบใสและมีขนาดบางมากๆ ทำให้ยากต่อการสังเกต เราไปทราบข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับการจัดฟันประเภทนี้กันเลยดีกว่านะคะ เผื่อมีเพื่อนๆ สนใจจะจัดฟันก็จะได้มีข้อมูลไว้เปรียบเทียบกับการจัดฟันประเภทอื่นๆ


     การจัดฟันแบบถอดได้ไม่เห็นเครื่องมือ ถือเป็นอีกนวัตกรรมทางทันตกรรมที่ทันสมัยที่สุดในตอนนี้เพราะเป็นเครื่องมือจัดฟันแบบใหม่ที่ช่วยแก้ปัญหาการเรียบตัวของฟันให้กลับมามีความสวยงามและเหมาะสม โดยเครื่องมือจัดฟันชนิดนี้จะมีความใสซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อคนไข้แต่ละคนโดยเฉพาะ และสามารถถอดออกได้เมื่อต้องการ โดยทันตแพทย์จะทำแผนการรักษาทุกท่านกับทันตแพทย์จัดฟันของบริษัทในอเมริกา และแสดงผลการรักษาแก่เราโดยแบบจำลองในคอมพิวเตอร์ก่อนเริ่มการรักษาให้คนไข้แต่ละคน โดยขณะสวมใส่เครื่องมือจัดฟันประเภทนี้ยากที่ผู้ใดจะมองเห็นว่าเราจัดฟันอยู่

     แต่การจัดฟันประเภทนี้มีราคาที่ค่อนข้างสูง ตกอยู่ที่ประมาณ 150,000 – 180,000 บาท เลยทีเดียวค่ะ ที่อุปกรณ์แพงอาจเป็นเพราะว่าตัวอุปกรณ์ที่มีลักษณะใสๆ นั้นต้องผลิตในประเทศสหรัฐอเมริกาเท่านั้น และตัวอุปกรณ์เป็นการรวมเทคโนโลยีหลายๆ ด้านเพื่อให้สังเกตได้ยาก แต่ก็ยังสามารถปรับสภาพฟันไปในตัวได้ด้วย ตัวอุปกรณ์นี้การใส่ก็ไม่ยากค่ะเพราะจะถูกออกแบบมาสำหรับปากและฟันของเราโดยเฉพาะ เพื่อนๆ สงสัยกันไหมว่าเอ...แล้วแบบนี้ใส่ไปฟันจะเรียงตัวกันสวยได้จริงๆ หรอ เป็นความจริงค่ะฟันเราจะสามารถเรียงตัวได้สวยแต่จะเรียงตัวได้นั้นต้องมีการเปลี่ยนตัวเครื่องมือหรือเรียกว่าการปรับอุปกรณ์ก็ได้ค่ะ โดยจะเข้าพบแพทย์ทุกๆ 6 - 8 สัปดาห์ เครื่องมือจะถูกเปลี่ยนใหม่ นั่นหมายความว่าเครื่องมือชิ้นใหม่ก็จะถูกสร้างขึ้นและส่งตรงมาจากอเมริกา ซึ่งจะต้องค่อยๆ ปรับไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเสร็จสิ้นการรักษา โดยเฉลี่ยแล้วจะใช้ระยะเวลาในการรักษาอยู่ที่ประมาณ 1 - 2 ปี อันนี้ขึ้นอยู่กับสุขภาพฟันของเรานะคะ

     แน่นอนค่ะการใส่ที่จัดฟันประเภทนี้ค่อนข้างสบายและดูแลได้ง่ายกว่าการมีอุปกรณ์ติดอยู่ที่ฟัน แถมยังสังเกตได้ยากอีกว่าเราจัดฟัน แต่การจัดแบบนี้ต้องอาศัยความมีระเบียบในตัวของผู้จัดฟันเองค่ะ เพราะว่าเนื่องด้วยตัวอุปกรณ์ไม่ได้ติดอยู่กับตัวผิวฟัน แถมยังสามารถถอดออกได้ อาจทำให้เราลืมใส่ถ้าลืมใส่เป็นประจำการรักษาก็จะไม่ประสบผลสำเร็จ แถมเสียเงินไปเปล่าๆ อีกด้วย การจัดฟันประเภทนี้นิยมกันมาในหมู่นักร้อง ดารา เพราะบุคคลพวกนี้ด้วยอาชีพแล้วไม่เหมาะอย่างยิ่งในการใส่เหล็กจัดฟัน ถึงจะราคาสูงไปนิด แต่เมื่อแลกกับการมีเหล็กติดอยู่ก็ถือว่าคุ้มสำหรับคนกลุ่มนี้ค่ะ ส่วนการดูแลรักษาก็ไม่ยากค่ะเพราะเราสามารถถอดอุปกรณ์ออกมาทำความสะอาดได้เลย ^^

     ค่ะเป็นยังไงกันบ้างคะสำหรับรายละเอียดเบื้องต้นเกี่ยวกับการจัดฟันแบบถอดออกได้โดยไม่เห็นเครื่องมือ หรือ Invisalign เพื่อนๆ คนไหนที่สนใจก็แนะนำเข้าปรึกษาทันตแพทย์โดยตรงอีกครั้งค่ะ เพราะกว่าบางทีปากและฟันของเราอาจจะไม่เหมาะกับการจัดฟันประเภทนี้ก็เป็นได้

เคล็ด(ไม่)ลับดูแลสุขภาพฟัน


หลีกเลี่ยงการดูดบุหรี่และดื่มน้ำอัดลมบ่อยๆ
          การที่คุณสูบบุหรี่ไปแล้วดื่มน้ำอัดลมไปเวลาพักทานข้าวเที่ยงไม่ใช่เรื่องดีแน่ ๆ เพราะสารจากบุหรี่กับกรดและน้ำตาลจากน้ำอัดลมจะเข้าไปเกาะเคลือบฟันของคุณ และยิ่งนานวันเข้าฟันของคุณก็จะเหลืองน่าเกลียด ถ้าร้ายกว่าอาจถึงขั้นเป็นมะเร็งในช่องปากได้เลยล่ะ


 ทานอาหารที่ช่วยให้ฟันของคุณแข็งแรง
          การรับประทานอาหารจากนมที่มีแคลเซียมซึ่งสามารถช่วยให้ฟันของคุณแข็งแรงได้ หัวหอมก็ที่มีกรดที่ช่วยป้องกันแบคทีเรีย หรือแค่คุณเคี้ยวหมากฝรั่งก็ช่วยป้องกันแบคทีเรีย ลดฟันผุ แถมลมหายใจของคุณก็สดชื่นขึ้นด้วย แต่แนะนำเลือกหมากฝรั่งที่มีส่วนผสมของไซลิทอลที่ให้ความแทนน้ำตาลเพื่อช่วยป้องกันฟันผุมาเคี้ยวนะ


 อย่าแปรงฟันทันทีหลังทานอาหารเสร็จ
          พฤติกรรมเช่นนี้อาจไม่ใช่เรื่องที่ไม่ถูกต้องซะทีเดียว แต่การที่คุณพักซัก 30 นาทีก่อน แล้วค่อยแปรงฟันจะช่วยขจัดเศษอาหารที่ฟันและสารต่าง ๆ ที่เคลือบฟันของคุณได้ดีกว่าการที่แปรงโดยทันที


 ขูดหินปูนเป็นประจำ
          หินปูนเกิดจากการที่คุณแปรงฟันไม่สะอาดจนคราบแบคทีเรียสะสม ซึ่งนอกจากจะทำให้ฟันของคุณดูเหลืองสกปรกแล้ว ยังอาจทำให้ฟันผุและเป็นโรคเหงือกได้ ฉะนั้นเมื่อฟันของคุณมีหินปูน ควรไปพบทันตแพทย์เพื่อขูดหินปูน เพื่อให้ฟันดูขาวสะอาดขึ้น และไม่ให้หินปูนหนาเกินไป รวมทั้งรักษาฟันของคุณได้ทันท่วงที


 ทำความสะอาดลิ้นด้วย
          การที่เรามีลมหายใจเหม็นอาจจะเป็นเพราะมีแบคทีเรียสะสมอยู่ที่ลิ้นก็เป็นได้ เช่นนั้นแล้วหลังจากที่คุณแปรงฟันเสร็จ ควรแปรงลิ้นของคุณหรือใช้อุปกรณ์ทำความสะอาดลิ้นโดยเฉพาะ จะช่วยลดแบคทีเรียที่กระจายอยู่ภายในช่องปากของคุณ

 เก็บดูแลรักษาแปรงของคุณไว้ในที่สะอาดอยู่เสมอ
          เป็นเรื่องปกติอยู่แล้วที่ทุกคนจะเก็บแปรงสีฟันของตัวเองไว้ในห้องน้ำ แต่ถ้าคุณเก็บแปรงไว้ในที่โล่ง แบคทีเรียที่ลอยอยู่ในอากาศอาจลอยไปติดแปรงของคุณได้ ล้างแปรงด้วยน้ำอุ่นหลังใช้งานแล้วเก็บไว้ในลิ้นชักหรือตู้จะช่วยให้แปรงของคุณสะอาดและปราศจากสิ่งสกปรก


 อย่าลืมเปลี่ยนแปรง
          ตามโดยทั่วไปแล้วต้องเปลี่ยนแปรงสีฟันที่ใช้แล้วทุก ๆ 3 เดือน ถึงแม้คุณจะคิดว่าแปรงของคุณยังดูใหม่อยู่เลย แต่แปรงเมื่อใช้นานเข้าจะมีเชื้อโรคสะสมอยู่ ทั้งแบคทีเรียและไวรัส ถ้าคุณยังขืนทนใช้แปรงเก่าต่อไปอาจทำให้คุณป่วยเอาง่าย ๆ


 พบทันตแพทย์อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง
          ทุกท่านอย่างน้อยต้องไปพบทันตแพทย์อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง ใครจะไปรู้ว่า คุณอาจจะเจอปัญหาหาสุขภาพฟันขนานใหญ่แต่สามารถรักษาได้ทัน ทางที่ดีควรไปตรวจสุขภาพฟันและช่องปากของคุณดูบ้าง เพื่อที่จะไม่มีโรคในช่องปากต่าง ๆ ถามหา


 ใช้ไหมขัดฟันอาทิตย์ละ 3-4 ครั้ง
          การขัดฟันด้วยไหมขัดฟัน คือ การช่วยขจัดเศษอาหารและคราบจุลินทรีย์ที่อยู่ในฟัน ซึ่งใช้สำหรับจุดที่แปรงสีฟันเข้าไม่ถึงเช่น ซอกฟันหรือใต้ร่องเหงือก ซึ่งใช้เวลาในการทำความสะอาดไม่ถึง 5 นาที เพื่อให้ฟันของคุณสะอาดยิ่งขึ้น


 แปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง ครั้งละ 2 นาที
          การแปรงฟันเป็นวิธีการรักษาสุขภาพฟันเบื้องต้นที่ดีที่สุด ดังนั้นควรแปรงให้ได้อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง ทั้งตอนเช้าและก่อนนอน โดยแปรงทำความสะอาดให้ทั่ว ซึ่งการแปรงฟันใช้เวลาแค่ 2 นาทีก็เสร็จ ไม่เสียเวลาแต่อย่างใด ทว่าอย่าแปรงนานจนเกินไปเพราะจะทำให้ฟันคุณสึกได้