แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ฟันผุ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ฟันผุ แสดงบทความทั้งหมด

วิธีการดูแลสุขภาพปากและสุขภาพฟันของเด็กอย่างง่ายๆ

วิธีการดูแลสุขภาพปากและสุขภาพฟันของเด็กอย่างง่ายๆ

               ถ้าในกรณีลูกหลานเกิดอาการปวดฟันขึ้นมา  พวกคนเฒ่าคนแก่ก็จะบอกว่าให้อมเกลือซิ แต่นอกจากวิธีขั้นเบสิกนี้แล้ว ก็ยังมีอีกหลายหนทางที่จะทำให้ผู้ปกครองไม่ต้องเสียสตางค์มากเกินเหตุกับเรื่องของฟันคุณหนูๆ วันนี้ เราเลยมีวิธีการดูแลสุขภาพปากและสุขภาพฟันอย่างง่ายๆ  เพื่อช่วยลดความรุนแรงของผลเสียที่จะเกิดขึ้น และยังช่วยลดความเจ็บปวดและความกลัวของเด็กได้เป็นอย่างดี เด็กปวดฟัน การปวดฟันในวัยเด็กมักมีสาเหตุมาจากฟันผุและไม่ได้ไปรับการรักษาเด็กอาจร้องปวดเวลาทานอาหาร หรือร้องปวดใน
เวลากลางคืนถ้าเด็กร้องปวดในขณะที่กำลังทานอาหาร ควรให้เด็กบ้วนปากด้วยน้ำอุ่นและค่อยๆ เขี่ยเศษอาหารที่ติดอยู่บนตัวฟันออก หรือใช้ไหมขัดฟันในกรณีที่เศษอาหารติดตามซอกฟัน แต่ถ้าเด็กร้องปวดในเวลากลางคืน ให้ เด็กทานยาแก้ปวดและรีบพาไปพบคุณหมอในวันรุ่งขึ้น ถ้าเด็กมีอาการบวมให้ใช้ผ้าชุบน้ำเย็น หรือน้ำแข็งประคบที่แก้มและรีบไปพบคุณหมอโดยเร็วที่สุด เด็กกัดปากตัวเอง เด็กเล็กๆ มักจะมีปัญหากัดปาก หรือลิ้นตัวเองหลังถูกฉีดยาชา ควรได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด และเตือนไม่ให้กัดปากจนกว่าจะหายชา แต่ถ้าเด็กกัดปากหรือลิ้นจนเป็นแผลควรพบคุณหมอโดยเร็ว ฟันหลุดออกจากเบ้าหากหลุดออกจากเบ้าฟัน ให้ล้างฟันที่หลุดด้วยนำประปาโดยให้น้ำไหลผ่านฟันอย่างช้าๆเมื่อฟันสะอาดให้จับที่ตัวฟัน แล้วใส่ฟันกลับเข้าไปในเบ้าฟันให้อยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้อง จากนั้นให้เด็กกัดฟันซี่นั้นด้วยผ้าก็อชแล้วรีบพาเด็กไปพบคุณหมอโดยด่วนหากสามารถใส่กลับเข้าไปในตำแหน่งที่ถูกต้อง ภายใน 20-30 นาที ฟันซี่นั้นจะมีโอกาสกลับเป็นปกติได้มากแต่ถ้าไม่สามารถจับฟันเข้าที่เดิมได้ ให้แช่ฟันนั้นในน้ำเย็นหรือน้ำนม (ห้ามใช้นมเปรี้ยวหรือนมผง) แล้วรีบพบคุณหมอโดยด่วน กรณีที่บาดแผลฉีกขาด ให้ใช้ผ้าก็อชหรือผ้าที่สะอาดกดลงตรงบริเวณที่แผล และใช้ผ้าชุบน้ำเย็น หรือ น้ำแข็ง ประคบบริเวณแผลเพื่อป้องกันการบวม (ถ้าเลือดยังออกไม่หยุดให้พาเด็กส่งโรงพยาบาลด่วน) เด็กขากรรไกรหักหากคุณสงสัยว่าขากรรไกรหักจาการล้มกระแทกบริเวณใบหน้า หรือประสบเหตุอย่างรุนแรงควรให้การรักษาขั้นพื้นฐาน โดยป้องกันการขยับของขากรรไกรล่างพันพาดมาที่ศีรษะและรัดให้แน่น

การดูแลสุขภาพฟันของทารก

เราจะดูแลฟันของทารกอย่างไร
     การดูแลปากและฟันที่ดีต้องเริ่มตั้งแต่ช่วงแรกของชีวิต แม้กระทั่งก่อนที่ฟันซี่แรกของเด็กจะขึ้น มีปัจจัยหลายประการที่มีผลต่อรูปลักษณ์และสุขภาพในอนาคตของเด็ก อาทิเช่น ยาเตตราซัยคลีน ซึ่งเป็นยาปฏิชีวนะที่ใช้อย่างแพร่หลายชนิดหนึ่ง สามารถทำให้เกิดฟันเปลี่ยนสี ด้วยเหตุผลนี้เอง แม่ที่ให้นมลูกและหญิงตั้งครรภ์ในช่วงครึ่งสุดท้ายจึงไม่ควรใช้
     เนื่องจากฟันของเด็กทารกจะขึ้นในช่วงอายุ 6 เดือน การดูแลปากและฟันโดยการแปรงฟันและใช้ไหมขัดฟันจึงยังไม่จำเป็น อย่างไรก็ตาม ทารกก็มีความต้องการในการดูแลปากและฟันเป็นพิเศษที่คุณพ่อคุณแม่มือใหม่จำ เป็นควรทราบ ซึ่งรวมถึงการป้องกันฟันผุจากขวดนม และการให้ฟลูออไรด์แก่ทารกในปริมาณที่เหมาะสม

ฟันผุจากขวดนมคืออะไร และเราจะสามารถป้องกันได้อย่างไร
     ฟันผุจากขวดนมเกิดจากการที่ฟันของเด็กสัมผัสถูกของเหลวที่มีน้ำตาลบ่อยและ นาน ซึ่งของเหลวนี้รวมถึงนม และน้ำผลไม้ การที่ของเหลวหวานอยู่ในปากเด็กเป็นเวลานานในช่วงเวลาหลับจะนำไปสู่ฟันผุที่ ฟันหน้าทั้งบนและล่าง ด้วยเหตุนี้เอง เราจึงไม่ควรปล่อยให้เด็กหลับโดยที่มีขวดนมอยู่ในปาก โดยควรจะให้เป็นขวดที่มีน้ำเปล่าหรือจุกนมหลอกแทน ถ้าคุณให้นมลูกด้วยตนเอง ไม่ควรปล่อยให้เด็กดูดนมเป็นเวลาต่อเนื่อง และหลังจากให้นมเสร็จแล้ว ต้องเช็ดฟันและเหงือกของเด็กด้วยผ้าสะอาดที่เปียกหมาดๆ หรือผ้ากอซ

ฟลูออไรด์คืออะไร และเราจะรู้ได้อย่างไรว่าทารกได้รับในปริมาณที่เหมาะสม
     ฟลูออไรด์มีประโยชน์แม้กระทั่งก่อนที่ฟันจะขึ้น โดยฟลูออไรด์นั้นจะช่วยทำให้สารเคลือบฟันแข็งแรงในขณะที่ฟันกำลังก่อตัว ในน้ำประปาของหลายๆ พื้นที่ได้มีการใส่ฟลูออไรด์ในปริมาณที่เหมาะสมเพื่อพัฒนาการของฟันที่ดี ควรติดต่อสำนักงานประปาในเขตของคุณเพื่อสอบถามว่าน้ำประปาของคุณมีการเติม ฟลูออไรด์หรือไม่ ถ้าไม่มีหรือมีในปริมาณที่ไม่เพียงพอ ควรปรึกษาทันตแพทย์หรือกุมารแพทย์เพื่อรับอาหารเสริมฟลูออไรด์สำหรับทารก ถ้าคุณใช้น้ำดื่มบรรจุขวดในการดื่มและทำอาหาร ควรแจ้งให้ทันตแพทย์ทราบ เพราะคุณอาจต้องการอาหารเสริมฟลูออไรด์สำหรับทารกด้วยเช่นกัน

เคล็ดลับ 7 ข้อ 7 อย่าง การดูแลฟัน


วิธีการป้องกันฟันผุนะคะ  

การรักษาสุขอนามัยของช่องปากนับว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุดในทุกเพศทุกวัย เพราะถ้าสุขภาพภายในช่องปากดีจะทําให้การเกิดฟันผุได้น้อยลง ซึ่งสุขภาพภายในช่องปากจะรวมทั้งการป้องกันการเกิดเหงือก และเนื้อเยื่อในช่องปากอักเสบเรื้อรัง กระดูกที่เป็นเบ่าฟันต้องแข็งแรงและ การแปรงฟันที่ถูกวิธี ส่วนความสัมพันธ์ของอาหาร ที่จะมีอิทธิพลต่อการเกิดฟันผุนั้น พบว่ามีผลโดยอ้อม เพราะเมื่อร่างกาย ขาดสารอาหารเกิดภาวะทุพโภชนาการจะมีผลต่อภาวะภูมิคุ่มกันของโรคต่ําลง การอักเสบของเนื้อเยื่อจะเกิดได้ง่ายกว่าปกติ จนมีคํากล่าวไว้ว่า“สิ่งที่ดีที่สุดของการรักษาสุขภาพช่องปากมิได้ขึ้นอยู่กับอาหารที่กินเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นกับการขจัดคราบที่เกาะที่เรียกว่า พลาค (plaque) ด้วยวิธีแปรงฟันที่ถูกวิธี”ด้วยเช่นกัน
เมื่อทําความเข้าใจถึงการเกิดภาวะฟันผุแล้วอาจกล่าวโดยสรุปได้ว่าการกินอาหารไม่จําเป็นต้องงดอาหารแป้งและน้ําตาลเลยเสียทีเดียว แต่ควรกินอาหารให้ได้สัดส่วนและควรลดการส่งเสริมการเกิดภาวะฟันผุนั่นเองช่วงสุดท้ายของทางรายการจะขอทิ้งทายกันที่เคล็ดลับฟันดี กันนะคะ คิดว่าใครๆก็อยากมีสุขภาพฟันที่ดีกันทั้งนั้นละค่ะ
เคล็ดลับ 7 ข้อ 7 อย่าง ง่ายๆมาฝากกันคะเริ่มกันที่ข้อแรกกันเขาบอกว่า
1. ลดอาหารและเครื่องดื่มที่มีน้ําตาลสูง รวมทั้งลูกอม ลูกกวาด ของหวานที่รสหวานจัดทั้งหลาย
2. กินผลไม้และผักสดที่มีเนื้อและเส้นใยแข็งบ้ง เพื่อช่วยขจัดคราบเศษอาหารแทนการกินขนมหวานต่าง ๆ
3. เลือกอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย มีความสมดุลของอาหารที่พอเหมาะไม่ว่าจะเป็นแป้ง ข้าว เนื้อสัตว์ ไขมัน ผัก ผลไม้
4. กินอาหารให้เป็นเวลา ไม่ควรกินจุบกินจิก เพราะโอกาสเกิดกรดในช่องปากมีมากขึ้น
5. เสริมความแข็งแรงของฟันโดยการให้ฟลูออไรด์ในเด็ก
6. แปรงฟันให้ถูกวิธีและปฏิบัติจนเป็นกิจวัตรอย่างน้อยวันละ2 ครั้ง
7. ควรตรวจสุขภาพฟันทุก 6 เดือน

สุขภาพฟันที่ดีมักจะเริ่มต้นจากการดูแลเอาใจและปฏิบัติต่อฟันตัวเองอย่างอ่อนโยน

สุขภาพฟันที่ดีมักจะเริ่มต้นจากการดูแลเอาใจและปฏิบัติต่อฟันตัวเองอย่างอ่อนโยน

การไปพบทันตแพทย์ทุกๆ 6 เดือน หรืออย่างน้อยปีละครั้ง เพื่อตรวจสอบดูความผิดปกติของช่องปาก ถือว่าเป็นการดูแลสุขภาพฟันเราให้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย ยิ่งถ้ามีประกันสุขภาพฟันดีๆ ที่ครอบคลุมทั้งการอุดฟัน ถอนฟัน ขูดหินปูน รักษารากฟัน ถอนฟันคุดด้วยแล้ว คราวนี้เราก็ย่อมมีรอยยิ้มที่สวยงามและความมั่นใจไปในตัว นั่นก็เพราะมันบ่งบอกถึงการดูแลและใส่ใจสำหรับตัวคุณเอง ที่อย่างน้อยก็หมั่นไปเช็คฟันอยู่ตลอด

สุขภาพฟันที่ดี

สุขภาพช่องปากที่ดีนั้นจะบ่งบอกว่าเป็นการดูแลสุขภาพที่ดี ถือว่าเป็นต้นทางของการชี้ชะตาก็ว่าได้ว่าจะเป็นอย่างไร จะมีปัญหาต่างๆหรือสิ่งแปลกปลอมเข้ามาภายในช่องปากของเราหรือไม่ สิ่งที่ก่อให้เกิดผลร้ายแรงตามมา นั้นก็คือความสนใจสิ่งอื่นอยู่ ที่ไม่ใช่ฟันของตัวเอง เช่น การสังสรรค์ การรับประทานของหวาน การปล่อยปะละเลย เป็นต้น จนทำให้บางเวลา เราอาจลืมที่จะดูแลฟันดวงน้อยๆของเราไป ซึ่งกว่าจะรู้ตัวว่าฟันของเราได้ผุลงไป มันก็สายเกินกว่าที่จะแก้ไขได้เสียแล้ว ถึงแม้ว่าจะมีบัตรประกันสุขภาพฟันที่ครอบคลุมทุกการรักษาแล้วก็ตาม ก็ไม่มีประโยชน์

ถ้าเรามีเหงือกและฟันที่แข็งแรง และสามารถเคี้ยวอาหารได้ดี สามารถทานอาหารที่มีประโยชน์ได้อย่างครบถ้วน มันก็ย่อมล้วนทำให้ร่างกายของเราแข็งแรงตามที่ดั่งใจหวังเอาไว้ และในทางตรงกันข้าม หากคุณดูแลรักษาความสะอาดของช่องปากไม่ดีพอ ปล่อยให้ช่องปากกลายเป็นที่กักเก็บสะสมของเชื้อโรค มันก็จะก่อให้เกิดฟันผุหรือเกิดโรคเหงือกตามมา เหมือนประดั่งว่า ช่องปากของเราได้เรียกร้องขอให้คุณช่วยดูแลเอาใจใส่เขาบ้าง ถ้าหากว่าคุณไม่อยากจะเผชิญหน้ากับความทุกข์และความเจ็บปวดเช่นนั้น คุณก็ควรที่หันมาเอาใจใส่ซอกเหงือกและซอกฟันของคุณอย่างจริงจังเสียที โดยเริ่มจาก

1. คอยตรวจสอบสุขภาพฟันอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเชื่อว่าหลายคนแทบไม่เคยสำรวจสุขภาพภายในช่องปากของตนเองเลย ทั้งๆ ที่ส่องกระจกอยู่ทุกวัน การตรวจเหงือกและฟันทำได้ง่ายมาก แถมยังใช้เวลาไม่เยอะ แค่มีอุปกรณ์เพียงกระจกเงาธรรมดา หรืออาจใช้กระจกเงาเล็กๆ อีกหนึ่งอันช่วยสะท้อนให้เห็นบริเวณที่มองเห็นตรงๆ ไม่ได้เท่านั้น
อย่างแรกคือสังเกตสีของเหงือกโดยปกติเหงือกจะมีสีตามสีผิว คือถ้าเป็นคนผิวเข้มสีของเหงือกก็จะเข้มตามด้วย ตามสีผิวของแต่ละคน มีลักษณะขอบบาง ปกคลุมและแนบกับคอฟัน ส่วนเหงือกอักเสบจะมีสีแดงจัด เป็นมันวาว บริเวณขอบเหงือกจะบวม ยื่นเลยคอฟันออกมา เลือดออกง่าย เมื่อใช้มือกดจะเจ็บ บางครั้งอาจมีหนองไหลออกมา
จากนั้นให้ดูว่ามีฟันผุหรือไม่ซึ่งจะดูได้ไม่ยากเพราะ สามารถส่องเห็นได้ด้วยตาเปล่า จะเห็นมีเส้นหรือรูสีดำหรือสีน้ำตาลเข้มบนตัวฟัน โดยเฉพาะตามร่องฟันบนฟันกราม หรือตามซอกฟันบริเวณฟันหน้า แต่บางครั้งเส้นสีดำหรือสีน้ำตาลที่เห็นอาจเป็นเพียง

2. ทำควรแปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง ในตอนเช้าและตอนเย็น ควรแปรงฟันให้สะอาดทั่วทั้งปากและแปรงอย่างถูกวิธี ฟันด้านหนึ่งๆ ควรแปรงไม่น้อยกว่า 20 ครั้ง อย่าลืมแปรงด้านบนของลิ้นด้วย เพราะเป็นที่สะสมของแบคทีเรียที่ทำให้เกิดกลิ่นปาก อย่างไรก็ตาม การแปรงฟันอย่างเดียวทำความสะอาดฟันได้เพียงบางส่วน เพราะขนแปรงไม่สามารถเข้าถึงบริเวณซอกฟันและร่องเหงือกได้ดี จึงต้องใช้เส้นใยขัดฟันร่วมกับการแปรงฟันด้วยทุกครั้ง หรืออย่างน้อยวันละครั้งก่อนการแปรงฟันในตอนเย็น

3. รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และรับประทานที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะอาหารที่มีแคลเซียมและฟลูออไรด์ ซึ่งเป็นแร่ธาตุสำคัญในการเสริมสร้างกระดูกและฟัน พบมากในเนื้อสัตว์ ไข่ นม ปลาที่กินได้ทั้งกระดูก ผักสีเขียว และผลไม้ต่างๆ โดยเฉพาะผักผลไม้ช่วยทำความสะอาดเหงือกและฟันได้ ควรหลีกเลี่ยงน้ำหวาน น้ำอัดลม บุหรี่ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะทำให้เกิดฟันผุและเกิดกลิ่นปาก

แบคทีเรียป้องกันฟันผุจากแบคทีเรีย ?

     คงรู้กันอยู่แล้วใช่หรือไหมว่า อะไรเป็นหนึ่งในการทำให้ฟันของเราผุ แบคทีเรีย ใช้มั้ย ถูกต้องแบคทีเรียก็เป็นสิ่งหนึ่งที่เป็นสาเหตุที่ทำให้ฟันของเราเนี่ยผุ ใครๆ ก็รู้เรื่องนี้ดี! แต่รู้หรือเปล่า ? แบคทีเรียในช่องปากสามารถช่วยต้านการเกิดฟันผุได้ ( ฮึ.. อะไร ไม่จริงอ่า มั่วแล้ว อ่านผิดหรือเปล่า) เป็นเรื่องจริงครับผม ที่แบคทีเรียในช่องปากของเราเนี่ยทำให้เราฟันผุก็สามารถทำให้ป้องกันฟันผุให้เราได้ด้วย(คงอยากรู้กันแล้วละซี่ ข้องใจๆ ฮา ฮา ฮ่า ) 
     แบคทีเรียในช่องปากของเราที่จริงแล้ว ไม่เคยมีใครบอกสะหน่อยว่ามีแต่แบคทีเรียที่อยู่ในช่องปากเราที่ทำให้ฟันผุ จริงๆ มันก็ไม่มีแต่ตัวเดียว ชนิดเดียวซะเมื่อไหร่ละ คณะทันตแพทย์ได้มีการศึกษาค้นคว้าและวิจัยเกี่ยวกับช่องปากของ
มนุษย์เพื่อค้นหาวิธีป้องกันต่างๆ จนได้ไปพบกับแบคทีเรียชนิดนึงที่อยู่ในช่องปากของเราเนี่ย สามารถป้องกันฟันผุได้  ซึ่งมันมีชื่อเรียกว่า แลคโตบาซิลลัส พาราคาไซ เอสดี 1 (Lactobacillus paracasei SD1) โดยเหล่าทันตแพทย์ได้นำเชื้อเจ้า แลคโตบาซิลลัส พาราคาไซ จากสายพันธุ์นึงมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ เพื่อยับยั้งการเกิดโรคฟันผุได้ เพราะเจ้า แลคโตบาซิลลัส พาราคาไซ เอสดี 1 มีความสามารถในการฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของโรคฟันผุได้
     ที่จริงก็ไม่ได้มีแต่เจ้า แลคโตบาซิลลัส พาราคาไซ ชนิดเดียวหรอกที่สามารถป้องกันฟันผุได้ อย่าง โพรไบโอติก ที่นำมาใช้ประโยชน์เพื่อที่จะได้เสริมสุขภาพและป้องกันโรคอื่นๆ และแบคทีเรียที่ถูกนำมาใช้เป็นพวกโพรไบโอติก เองก็มีอีกหลายชนิดด้วยกัน แต่หลักๆ เขาจะใช้เจ้า แลคโตบาซิลลัส พาราคาไซ มากกว่าเพราะถ้าอ่านกันดีๆ จะรู้สึกคุ้นหูในชื่อของเจ้าแลคโตบาซิลลัส (แลคโตบาซิลลัส มักถูกนำมาใช้ผสมกับพวก นมเปรี้ยว โยเกิร์ต ที่เรากินกันบ่อยๆ ไง) ซึ่งที่ผ่านมามีรายงานวิจัยการประยุกต์ให้เชื้อเหล่านี้ มาเสริมสุขภาพในช่องปาก ซึ่งพบว่าเชื้อบางชนิดยังสามารถลดอัตราการเกิดโรคฟันผุได้ แต่ยังมีข้อจำกัดอยู่บ้างคือสามารถเกาะติดในช่องปากได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น เนื่องจากไม่ใช่เชื้อจากช่องปากโดยตรงเพราะไม่ได้มาจากแหล่งกำเนิด ถึงอย่างนั้น แม้ว่าการทดลองจะประสบความสำเร็จ และมีการนำเอา แลคโตบาซิลลัส พาราคาไซ เอสดี 1 ชนิดนี้ไปผสมในผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เพื่อใช้ได้จริง ในการลดเชื้อก่อโรคฟันผุ แต่จะเป็นเพียงการลดสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดฟันผุเท่านั้นเอง เพราะการที่เราจะฟันผุมันเกิดได้จากอีกหลายสาเหตุประกอบกัน อย่างเช่น เกิดจากความแตกต่างของโครงสร้างของฟันในแต่ละคน การขาดสารอาหารในวัยเด็กซึ่งส่งผลต่อโครงสร้างของฟัน การดูแลรักษาสุขภาวะในช่องปาก และ พฤติกรรมการกินอาหารโดยเฉพาะอาหารหวาน ที่เป็นปัจจัยเอื้อต่อการเจริญเติบโตของเชื้อก่อโรคฟันผุ
 
     ดังนั้นหากสามารถลดปริมาณของเชื้อก่อโรคฟันผุได้ ร่วมกับการควบคุมอาหารหวานและดูแลสุขภาพช่องปากอย่างสม่ำเสมอ ผมรับรองได้เลยว่าจะทำให้การลดอัตราการเกิดฟันผุในประชากรไทยประสบผลสำเร็จยิ่งขึ้นมากๆ จำไว้นะครับถึงแม้ว่าเราจะมีตัวช่วยเยอะแยะ แต่ถ้าเราไม่ตั้งใจทำอย่างสม่ำเสมอ ก็จะทำให้เราฟันผุอยู่ดี ^^

เรื่องควรรู้เกี่ยวกับสุขภาพปากและสุขภาพฟัน






1. มารู้จักฟันกันหน่อย
          
         ฟันเป็นอวัยวะที่พิเศษสามารถเจริญเติบโตมาจากเนื้อเยื่อชั้นนอก (Ectoderm) เช่นเดียวกับผิวหนังหรือเกร็ดของปลา ฟันมี 2 ชุดคือฟันแท้และฟันน้ำนมซึ่งมีโครงสร้างคล้ายๆ กันดังนี้

           ชั้นเคลือบฟัน (Enamel) เป็นส่วนที่อยู่นอกสุดและมีความแข็งที่สุดของฟัน ทำหน้าที่รับน้ำหนักในการบดเคี้ยว มีโครงสร้างเป็นผลึก ไม่มีเส้นเลือดและเส้นประสาท จึงเป็นส่วนที่ไม่ได้รับความรู้สึก เวลาที่ฟันเริ่มผุจึงไม่มีอาการเจ็บปวด
           ชั้นเนื้อฟัน (Dentine) เป็นชั้นที่อยู่ถัดจากเข้ามา ประกอบด้วยท่อเล็กๆ จำนวนมาก ซึ่งเป็นที่รวมของเส้นประสาทรับความรู้สึก ดังนั้นเวลาฟันผุถึงชั้นนี้ ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการเสียวฟัน
           ชั้นโพรงประสาทฟัน (Pulp) คือโพรงช่องว่างภายในฟัน เป็นที่อยู่ของเส้นประสาท และเส้นเลือดที่มาหล่อเลี้ยงตัวฟัน ทำหน้าที่ในการรับความรู้สึกร้อน เย็น ปวด เจ็บ กรณีที่ฟันผุมาถึงชั้นนี้จะไม่สามารถอุดฟันได้
           ชั้นร่องเหงือก (Gingival crevice) คือเป็นส่วนร่องระหว่างตัวฟันกับขอบเหงือก ปกติจะมีขอบบาง มีความลึกประมาณ 2 มิลลิเมตร แต่ถ้ามีโรคเหงือกอักเสบ หรือเป็นรำมะนาด อาจมีอาการบวม ทำให้ร่องระหว่างฟันนี้ลึกขึ้น และเกิดการอักเสบมากขึ้นได้
           ส่วนชั้นเหงือก (Gingiva) คือเป็นส่วนเนื้อเยื่อที่หุ้มตัวฟัน และกระดูกขากรรไกรไว้
           เคลือบรากฟัน (Cementum) ส่วนนี้จะเป็นชั้นบางๆ คลุมเนื้อฟันบริเวณรากฟันไว้ แตกต่างจากเคลือบฟันตรงที่มีความแข็งแรงน้อยกว่า ปกติจะฝังตัวอยู่ในกระดูก แต่ถ้ามีเหงือกร่น หรือเกิดโรครำมะนาด อาจทำให้ส่วนนี้สัมผัสกับน้ำและอากาศ เกิดอาการเสียวฟันได้ กระดูกเบ้ารากฟัน (Alveolar bone) คือส่วนของกระดูกที่รองรับรากฟัน

2. ฟันแต่ละซี่มีประโยชน์อย่างไรบ้าง

           ฟันหน้าตัด (Incisor Teeth) จะอยู่บริเวณหน้าสุด มีทั้งหมด 8 ซี่ ทำหน้าที่กัดอาหาร
           ฟันเขี้ยว (CanineTeeth) จะเป็นฟันที่มีรากยาวที่สุด มีทั้งหมด 4 ซี่ และมีความแข็งแรงมาก ปลายแหลม ทำหน้าที่ตัด ฉีก และแยกอาหารออกจากกัน
           ส่วนฟันกรามน้อย (Premolar or Bicuspid Teeth) จะพบเฉพาะในฟันแท้เท่านั้น จะรูปร่างคล้ายฟันกรามแต่มีขนาดเล็กกว่า มีทั้งหมด 8 ซี่ ทำหน้าที่ในการบดเคี้ยวอาหารร่วมกับฟันกราม
           ฟันกราม (Molar Teeth) จะเป็นฟันที่ใหญ่ที่สุดในปาก มีความสำคัญมากเพราะนอกจากจะช่วยในการบดเคี้ยวอาหารแล้ว ยังทำงานร่วมกับฟันเขี้ยวในการคุมทิศทางการเคลื่อนไหวของขากรรไกรอีกด้วย

3. ฟันมีความสำคัญมากกว่าบดเคี้ยว

           - ช่วยในเรื่องของการพูดให้ออกเสียงได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
           - ช่วยรักษาโครงสร้างของใบหน้า ให้มีความกว้าง ความยาว และความอิ่มของริมฝีปากให้สมดุลกัน
           - เป็นส่วนประกอบของบุคลิกภาพให้ดูดียิ่งขึ้น เพราะฟันเป็นส่วนหนึ่งที่มองเห็นได้ง่าย โดยเฉพาะเวลาที่พูดคุยกัน

4. จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อเป็นโรคในปาก

          โรคในช่องปากนั้นจะทำให้ร่างกายได้รับอาหารไม่เพียงพอ เพราะความเจ็บปวดที่เกิดจากการเคี้ยวอาหาร จะทำให้เราทานได้น้อย ร่างกายจึงซูบซีด อ่อนเพลียไม่มีแรง นอกจากนั้นหากปล่อยทิ้งไว้ไม่ไปพบทันตแพทย์ เชื้อโรคในช่องปากจะยิ่งลุกลามไปยังอวัยวะข้างเคียง เช่น โพรงจมูก ทำให้เกิดไซนักอักเสบ ทอนซิลอักเสบได้

5. ฟันผุดูยังไง

ฟันผุโดยทั่วไปเกิดจากเชื้อแบคทีเรียบางชนิด เช่น สเตรปโตคอคไค (Streptococci)ที่อาศัยอยู่บนแผ่นคราบจุลินทรีย์ในปากของเรา ย่อยสลายอาหารจำพวกแป้งและน้ำตาลที่เกาะอยู่ตามชั้นเคลือบฟัน ซึ่งผลพวงจากการย่อยสลาย จะก่อให้เกิดกรดบางชนิด โดยเฉพาะกรดแลกติกไปทำลายโครงสร้างของฟันทำให้เกิดการผุกร่อน
          หากคุณเป็นคนที่กำลังสงสัยว่าฟันผุ เรามีวิธีสังเกตอย่างไรนั้น เรามีคำตอบ ดังนี้ ในขั้นแรกจะสังเกตเห็นฟันเป็นสีขาวขุ่นเหมือนสีของนม ผิวฟันมีลักษณะ
ด้านไม่มันเหมือนฟันปกติ ต่อมาจะเห็นได้ชัดว่าผิวฟันซี่นั้นมีลักษณะขรุขระไม่เรียบ และมีอาการเสียวฟันบ่อยๆ ทั้งนี้หากปล่อยไว้ไม่รักษาให้ลุกลามไปจนถึงโพรงประสาทฟันซึ่งเป็นที่อยู่ ของเส้นประสาทรับความรู้สึก อาจทำให้เกิดอาการเจ็บปวด เคี้ยวอาหารไม่ได้ และก่อให้เกิดฝีในเหงือกได้ค่ะ

6. เลือดออกตามไรฟัน เป็นสัญญาณของเหงือกอักเสบ

          เวลาที่มีเลือดออกตามไรฟัน เรามักจะคิดกันว่าร่างกายขาดวิตามินซี จริงๆ แล้วสำหรับคนที่รับประทานผัก และผลไม้เป็นประจำตลอดทั้งปี โอกาสที่จะขาดวิตามินซีถึงขนาดเลือดออกตามไรฟันมีน้อยมาก และสำหรับผู้ที่กินผักและผลไม้เป็นประจำ แต่มีอาการเลือดออกตามไรฟันบ่อยๆโดยไม่ทราบสาเหตุนั้น ทันตแพทย์ได้กล่าวไว้ว่า เป็นอาการของคนที่ป่วยเป็นเหงือกอักเสบ ยิ่งใครที่แปรงฟัน (ถูกต้อง) แล้วมีเลือดติดที่ขนแปรงเป็นประจำ ร่วมกับเวลาบ้วนปากด้วยน้ำปกติแล้วมีเลือดปนออกมาด้วย แสดงว่าคุณกำลังเผชิญกับอาการเหงือกอักเสบกำลังจะมาเยือนคุณแล้ว

7. เศษอาหารตัวการโรคเหงือกอักเสบ

          หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ไม่ค่อยใส่ใจในสุขภาพฟันของตัวเอง ปล่อยให้เศษอาหารที่รับประทานเข้าไปตกค้างอยู่ตามซอกเหงือก ร่องฟัน ขอบเหงือก พึงรู้ไว้เลยค่ะว่า มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเหงือกอักเสบมากทีเดียว เพราะเศษอาหาร เป็นตัวกระตุ้นสำคัญที่ทำให้จุลินทรีย์ในช่องปากแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดหินปูน และการติดเชื้อของเนื้อเยื่อรอบๆ ตัวฟัน จับตัวกันเป็นแผ่นหนาขยายไปตามรากฟัน จนไปบาดเหงือก ทำให้เหงือกระคายเคือง อักเสบบวมแดง เหงือกร่น เป็นโรคเหงือกอักเสบได้ในที่สุด และหากปล่อยไว้ไม่รักษา อาจทำให้ฟันโยก เคี้ยวอาหารไม่ได้ และอาจรุนแรงถึงขั้นเป็นฝีที่เหงือกได้

8. โรครำมะนาด อันตรายที่คุณคาดไม่ถึง

          ปัจจุบันคนส่วนใหญ่สูญเสียฟันด้วยโรครำมะนาดมากที่สุด โรครำมะนาดหรือโรคปริทันต์อักเสบ สาเหตุเกิดจากเนื้อเยื่อหรืออวัยวะรอบๆ ตัวฟัน เหงือก เนื้อเยื่อปริทันต์ และกระดูกเบ้ารากฟันซึ่งทำหน้าที่ช่วยยึดฟันให้ตรึงแน่นอยู่กับขากรรไกร มีอาการอักเสบอย่างรุนแรง ส่งผลให้เกิดอาการบวมแดงที่เหงือก มีกลิ่นปากเนื่องจากการบูดเน่าของเนื้อเยื่อที่ใต้ซอกฟัน ทำให้เกิดอาการปวด เหงือกอักเสบ ฟันโยกคลอน หากปล่อยไว้ไม่รักษาอาจลุกลามจนเป็นหนองได้ ทั้งนี้โรครำมะนาดจะไม่แสดงอาการผิดปกติใดๆ ให้ทราบล่วงหน้า จนกว่าเข้าสู่ระยะสุดท้ายซึ่งรักษาไม่ได้แล้ว คนส่วนใหญ่จึงจำต้องปล่อยให้ฟันหลุดไปอย่างน่าเสียดาย

9. หินปูนคืออะไร ใครรู้บ้าง

          การเกิดหินปูนหรือหินน้ำลาย เกิดจากเศษอาหารที่ตกค้างในช่องปาก จนกลายเป็นคราบจุลินทรีย์ที่มองไม่เห็น ต่อมาเมื่อมีแคลเซียมในน้ำลายเข้าไปทำปฏิกิริยา จะตกตะกอนสะสมอยู่บนฟัน หากไม่ได้แปรงฟันหรือทำความสะอาดไม่ดีพอ แผ่นจุลินทรีย์นั้นก็จะสะสมยึดติดที่คอฟันจนแน่น ไม่สามารถกำจัดออกได้ กลายเป็นสีเหลือง สีน้ำตาล หรือสีดำ ทำให้กลายเป็นโรคเหงือกอักเสบได้ในที่สุด

10. ทำไมต้องผ่าฟันคุด เพราะอะไร

          ฟันคุดเป็นฟันที่ขึ้นในช่องปากเป็นซี่สุดท้ายของแถวฟันด้านในสุด ในช่วงอายุราว 25 ปี การงอกของฟันคุด มักสร้างความเจ็บปวดให้กับเจ้าของเป็นอย่างมาก เพราะมักจะเกิดอาการอักเสบบวมแดงของเหงือกรอบฟันคุด และปวดร้าวไปทั่วทั้งกราม
          ยิ่งกว่านี้ฟันคุดยังมีโอกาสผุได้ง่ายกว่าฟันซี่อื่นๆ เนื่องจากอยู่ด้านในสุด ทำความสะอาดยาก และหากปล่อยให้มีการอักเสบรุนแรง จนเกิดการติดเชื้อกระจายไปถึงเนื้อเยื่อภายในกระพุ่งแก้ม อาจทำให้เกิดอาการขากรรไกรบวมได้ ด้วยเหตุนี้ใครที่มีฟันคุด ทันตแพทย์จึงแนะนำให้ผ่าออก

11. ฟลูออไรด์ใช้มากไปใช่ว่าจะดี

          ถึงแม้ว่าฟลูออไรด์จะช่วยป้องกันฟันผุ แต่หากได้รับมากเกินไปก็เกิดผลเสียต่อร่างกายได้เช่นกันคือ ทำให้ฟันตกกระ ในขณะที่หน่อฟันกำลังเจริญเติบโต (แรกเกิดถึง 12 ปี )หากร่างกายได้รับฟลูออไรด์ในน้ำดื่มสูงกว่าสองส่วนในล้านส่วนขึ้นไป จะทำให้ฟันเปลี่ยนสีได้ตั้งแต่สีขาวขุ่น น้ำตาล ไปจนถึงน้ำตาลเข้ม (ด้วยเหตุนี้เด็กที่อายุต่ำกว่า 7 ปีจึงไม่ควรกินหรือกลืนยาสีฟัน) ทำให้เกิดภาวะผิดปกติเฉียบพลันในร่างกาย ในกรณีที่ร่างกายได้รับฟลูออไรด์ขนาด250 มิลลิกรัมขึ้นไปโดยทันที ฟลูออไรด์จะเข้าไปสร้างความระคายเคืองต่อเยื่อยุกระเพาะอาหาร ทำให้คลื่นไส้และอาเจียน ท้องเดินชักเกร็ง และอาจหมดสติถึงตายได้ (มักเกิดกับเด็กที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์)

12. ข้อเสียของฟันปลอมเป็นยังไง

          การใส่ฟันปลอมที่ไม่ถูกต้องนั้น จะเป็นตัวเร่งสำคัญที่ทำให้ฟันซี่ที่ผุอยู่แล้วลุกลามมากขึ้น อาจลุกลามทะลุถึงโพรงประสาทฟัน นอกจากนี้ฟันปลอมยังทำให้เกิดปัญหาเจ็บเหงือก เคี้ยวอาหารไม่ถนัด เป็นเหตุให้ระบบทางเดินอาหารต้องรับภาระในการย่อยอาหารหนักขึ้น จนอาจทำให้เกิดโรคกระเพาะอาหารหรือลำไส้ตามมาได้

13. วิธีลดอาการปวดฟัน มีดังนี้

          - อาการปวดฟัน (Toothache) ส่วนใหญ่ส่งผลมาจากฟันผุ ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่อยากหายทรมานจากอาการปวดฟัน เรามีข้อแนะนำง่ายๆ ต่อไปนี้คะ
          - สาเหตุที่ปวดฟันลักษณะที่ปวดแบบตุบๆ ให้ใช้น้ำแข็งประคบที่ด้านข้างของใบหน้าประมาณ 5 - 10 นาที ทุกๆ ครึ่งชั่วโมง ความเย็นจะช่วยลดอาการปวดและบวมได้
          - หลีกเลี่ยงอาหารที่ร้อนจัด อาหารที่เย็นจัด และอาหารที่หวานจัด โดยเฉพาะชา กาแฟ และไอศกรีม เพราะจะยิ่งกระตุ้นให้ปวดฟัน และควรงดอาหารแข็งประเภทต้องใช้วิธีกัดกิน เช่น แครอท ฝรั่งที่ยังไม่สุก เพราะการขบกัดแรงๆ จะกระตุ้นให้เกิดอาการปวดฟันมากขึ้น
          จาการที่เราอุดฟันมาเราควรหลีกเลี่ยงการเคี้ยวหมากฝรั่งอย่างเด็ดขาด เพราะนอกจากจะทำให้ปวดฟันมากขึ้นแล้ว ยังจะทำให้สารที่อุดฟันไว้หลุดออกง่ายขึ้นอีกด้วย

14. การขูดหินปูน เมื่อไหร่ถึงจะดี

ทุกๆ ปี เราควรไปขูดหินปูนอย่างน้อยปีละสองครั้ง ทั้งนี้บางคนหินปูนขึ้นช้า บางคนขึ้นเร็ว 6 เดือนเป็นระยะเวลาเฉลี่ย แต่ทั้งนี้ต้องไปพบทันตแพทย์เช็คสภาพฟันโดยละเอียดอย่างน้อยปีละครั้ง ก็ยังดีกว่าที่ไม่ไปเลย


15. ทำไมต้องแปรงลิ้น เพราะอะไร

          เพราะลิ้นของเรามีลักษณะเป็นปุ่มเล็กๆ มีหน้าที่รับรสอาหารต่างๆ ลิ้นจึงเป็นที่ชื่นชอบของเชื้อแบคทีเรียและจุลินทรีย์บางชนิดเป็นอย่างมาก หากเราแปรงฟันโดยไม่แปรงลิ้น เชื้อโรคที่เกาะแน่นอยู่ที่ลิ้นก็จะไม่ถูกกำจัดออกไป ปล่อยไว้อาจทำให้มีกลิ่นปากและฟันผุได้
          การแปรงลิ้นนอกจากจะช่วยให้ประสาทการรับรสของเราดีขึ้นแล้ว ยังป้องกันปัญหากลิ่นปากได้ด้วย

สมุนไพรบรรเทาอาการปวดฟัน


คุณคงเป็นอีกหนึ่งคนที่ยอมแพ้ให้อาการปวดฟัน ซึ่งหลายต่อหลายคนคงลงความเห็นว่าเป็นที่สุดของความทรมานเลยใช่ไหม
          เนื่องจากจะมีอาการปวดแปลบๆ ปวดตุบๆ หรือปวดรุนแรงค่อยๆ กวนใจอยู่ตลอดเวลา ทำเช่นใดก็ยอมไม่หายสักที กินยาแก้ปวดก็แล้ว ทายาก็แล้ว โดยเฉพาะหลังจากการเคี้ยวอาหารมื้ออร่อยหรือขนมขบเคี้ยวไปแล้วราวๆ 20 นาที จนต้องรีบไปหาหมอฟัน เปลืองทั้งเงินเจ็บทั้งตัว
          ถ้าหากคุณเบื่อการกินยาแก้ปวด และไม่ต้องการไปหาหมอฟันแล้ว เรามีวิธีให้คุณเป็นหมอรักษาตัวเองด้วยวิธีไม่ยากนัก

สิ่งใดทำให้คุณปวดฟัน
          อาการปวดฟัน (toothache) ส่วนใหญ่มีผลมาจากสาเหตุฟันผุ ซึ่ง ในระยะแรกๆ จะมีลักษณะเสียวฟัน ก่อนที่อาการปวดจะรุกลามไปที่บริเวณใต้คางและศีรษะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อกินของเย็น ของร้อน หรือของหวาน เนื่องจากจะเป็นการกระตุ้นให้แบคทีเรียที่อยู่ในช่องปาก ปล่อยกรดออกมาทำลายเคลือบฟัน และชอนไชเข้าไปจนถึงเนื้อเยื่อส่วนที่นิ่มที่สุดภายในฟัน ซึ่งมีเส้นเลือดฝอยจำนวนมาก บวกกับในโพรงประสาทฟันมีเนื้อที่จำกัด จึงทำให้เกิดการอักเสบและบวม
          เมื่อเกิดอาการปูดจะทำให้เส้นประสาทถูกกด รวมทั้งเกิดการปิดกั้นช่องทางเปิดปลายรากฟัน ทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวก จึงไม่สามารถนำออกซิเจนมาเลี้ยงฟันได้ จนทำให้เกิดอาการปวดฟันที่รุนแรง
          ในที่สุดเนื้อฟันก็จะตาย ครั้นถึงตอนนั้นอาการปวดจะหายไป อย่างไรก็ดี ถ้าหากเป็นหนองที่ปลายรากฟันอาการปวดอาจจะกลับมาอีก แต่ลักษณะการปวดจะเป็นแบบตื้อ ๆ และสามารถระบุตำแหน่งได้ชัดเจนขึ้น
          นอกจากนี้อาการปวดฟันอาจเกิดจากอุปกรณ์ที่อในการอุดฟันหลุดไป ฟันร้าวหรือแตกจนถึงชั้นเนื้อฟันและโพรงประสาทฟัน การนอนกัดฟัน (bruxism) ปวดเนื่องจากมีฟันคุดและเหงือกอักเสบ (gingivitis) ซึ่งจะทำให้เหงือกร่นและรากฟันบางส่วนโผล่ขึ้นมาส่งผลให้เกิดอาการเสียวฟัน และปวดฟันได้ แต่บางคนที่มีสุขภาพฟันดีก็อาจมีความไวมากเป็นพิเศษต่อของร้อนหรือของเย็นได้

วิธีลดอาการปวดฟัน
ถ้าคุณอยากหายทรมานจากอาการปวดฟันแล้วละก็ ลองปฏิบัติตามคำแนะนำง่าย ๆ ต่อไปนี้ดูสิคะ
  1. เมื่อมีอาการปวดฟัน ให้ประคบด้านข้างของใบหน้าซีกที่ปวดฟันด้วยน้ำอุ่น
  2. ในกรณีที่อาการปวดฟันมีลักษณะปวดตุบ ๆ ซึ่งอาจเกิดจากการติดเชื้อ ให้ประคบที่ด้านข้างของใบหน้าด้วยน้ำแข็งประมาณ 5-10 นาที ทุก ๆ ครึ่งชั่วโมง ความเย็นจะช่วยลดปวดและลดบวม
  3. ถ้ามีอาการเสียวฟันง่าย ให้ใช้โซดาไฟหรือแปรงฟันด้วยยาสีฟันสูตรสำหรับแก้เสียวฟัน
  4. เมื่อต้องอยู่ในที่ที่อากาศเย็นหรือในช่วงฤดูหนาว สามารถป้องกันอาการเสียวฟัน หรืออาการปวดฟันจากอากาศเย็นได้โดยปิดปากด้วยผ้าพันคอ
  5. เลี่ยงอาหารที่ร้อนจัด เย็นจัด และหวานจัด โดยเฉพาะชา กาแฟ และไอศกรีม เพราะจะยิ่งกระตุ้นให้มีอาการงดอาหารที่แข็งจนต้องใช้วิธีกัดกิน เช่น แครอท แอปเปิ้ล ฝรั่งที่ยังไม่สุก เพราะการขบกัดฟันแรง ๆ กับวัตถุแข็ง ๆ จะกระตุ้นให้เกิดอาการปวดฟัน และในกรณีที่อุดฟันควรหลีกเลี่ยงการเคี้ยวหมากฝรั่ง เพราะจะทำให้สารที่อุดฟันไว้หลุดออกมาง่ายขึ้น

นวดกดจุดลดอาการปวด
          หลายคนคงคุ้นเคยกับการนวดตรงจุดตามร่างกาย ทั้งฝ่าเท้า ฝ่ามือ และศีรษะดีแล้วใช่ไหม คราวนี้เราลองมานวดกดจุดเพื่อบรรเทาอาการปวดฟันกันดีกว่า
  1. นวดคลึงเบา ๆ ที่แก้มเหนือบริเวณฟันที่ปวด จะช่วยบรรเทาอาการปวดได้ชั่วคราว
  2. ใช้น้ำแข็งก้อนเล็ก ๆ กดและถูบริเวณง่ามมือ ระหว่างนิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้ หรือใช้มืออีกข้างนวดบริเวณเดียวกันนี้ จะช่วยลดอาการปวดฟันได้ชั่วคราว
  3. สำหรับคนที่ปวดบริเวณกรามล่าง ให้ใช้นิ้วหัวแม่มือนวดบริเวณกระดูกขากรรไกรที่รองรับฟันล่าง ส่วนคนที่ปวดบริเวณกรามบนให้วางนิ้วหัวแม่มือ ตรงบริเวณส่วนกลางของหู แล้วลากนิ้วไปทางด้านหน้า จนกระทั่งถึงรอยบุ๋มใต้กระดูกประมาณหนึ่งนิ้วบริเวณหน้าใบหู จากนั้นกดแรง ๆ ประมาณ 10 นาที

สมุนไพรบรรเทาปวด
     บางคนพึ่งยาสารพัดชนิด ทั้งกินทั้งทา แต่พอหมดฤทธิ์ยาแล้ว อาการปวดฟันก็กลับมาสำแดงเดชอีกครั้ง ลองมาสอบอาการปวดด้วยฤทธิ์ยาทางธรรมชาติของสมุนไพรเหล่านี้ดีกว่าค่ะ

ว่านหางจระเข้

      มีสรรพคุณในการทำลายเชื้อโรคและสลายพิษ (neutralization) ของเชื้อโรค โดยหั่นว่านหางจระเข้เป็นชิ้น ๆ ความยาวประมาณ 2-3 เซนติเมตร ล้างยางออกให้หมด เหน็บไว้ที่ซอกฟัน ใช้ฟันขบให้อยู่บริเวณที่ปวดหรือใช้ไม้พันสำลีจุ่มน้ำวุ้นว่านหางจระเข้ ป้ายตรงบริเวณที่ปวด จะช่วยบรรเทาอาการได้ชั่วคราว




น้ำมันละหุ่ง

      ทาน้ำมันละหุ่งบริเวณแก้มข้างที่ปวดฟัน และใช้พลาสเตอร์ยาปิดไว้ แล้วใช้ผ้าขนหนูอุ่น ๆ หรือแผ่นประคบบริเวณที่มีอาการปวด จากนั้น นอนพักอย่างน้อย 20 นาที น้ำมันละหุ่งมีสรรพคุณในการระงับปวดได้ดี โดยจะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดที่ไปคั่งอยู่กับเชื้อจุลินทรีย์ในกรณี ที่เกิดการติดเชื้อหรือกับสารที่ทำให้เกิดอาการปวด เช่นไซโทไคเนส (cytokines) ในกรณีที่ปวดรากฟัน



น้ำมันกานพลู
     มีสรรพคุณในการรักษาอาการปวดฟันได้ ดีที่สุดชนิดหนึ่ง บางครั้งหมอฟันจะใช้น้ำมันกานพลูแทนยาที่มีฤทธิ์แรงกว่า เช่น Novocain โดยทาน้ำมันกานพลูบริเวณที่ปวดในช่องปากได้โดยตรง (หากน้ำมันกานพลูเข้มข้นเกินไปอาจทำให้เจือจางด้วยการผสมน้ำมันมะกอก) นอกจากนี้อาจใช้วิธีอมกานพลูทั้งชิ้นไว้ในปากบริเวณที่ปวดก็ได้ จะทำให้รู้สึกชาอย่างรวดเร็ว และอยู่นานกว่า 90 นาที หรือนำดอกกานพลูมาทุบแช่น้ำเหล้าขาว แล้วชุบสำลีอุดฟันซี่ที่ปวด



น้ำมันกระเทียม 
       ใช้สำลีจุ่มน้ำมันกระเทียมทาตรงที่ปวดฟัน จะช่วยบรรเทาอาการปวดได้เหมือนกัน

         


ดาวเรือง
       ใช้ดอกแห้งประมาณ 7-8 ดอก ต้มกับน้ำสะอาดในปริมาณที่พอเหมาะ ดื่มเป็นน้ำสมุนไพรทั้งวันเพื่อแก้อาการปวดฟัน







ผักบุ้งนา 
      นำรากสดของผักบุ้งนาราว 10 กรัม ตำให้แหลกแล้วคั้นเอาแต่น้ำ ผสมกับน้ำส้มสายชู อมไว้ประมาณ 5 นาที แล้วบ้วนออกด้วยน้ำสะอาด

 



มะระ
       นำรากมะระสดมาตำพอละเอียด แล้วพอกฟันซี่ที่ปวด โดยใช้ลิ้นกดไว้สักครู่ใหญ่


 

กุยช่าย 
        ในเหตุที่ปวดฟันเพราะแมงกินฟัน ให้นำเมล็ดกุยช่ายมาคั่วให้เกรียมดำ จากนั้นนำมาบดให้ละเอียดละลายน้ำมันยางแล้วชุบสำลี ยัดในฟันที่เป็นรูโพรง ทิ้งไว้หนึ่งคืน จะสามารถฆ่าตัวแมงที่กินฟันได้

          ถ้าตัวคุณไม่ต้องการไปหาหมอ คุณก็ต้องตัดหน้าเป็นหมอของตัวเอง ก่อนที่อาการปวดจะลุกลามเกินเยียวยาจนถึงขั้นต้องถอนฟันทิ้งนะคะ

Tip
           1.เมื่อใช้ยาสมุนไพรจนอาการปวดฟันบรรเทาแล้ว ควรไปพบทันตแพทย์
           2.ไม่ควรใช้ยาแอสไพรินบดอุดบริเวณฟันที่ปวด เพราะจะทำให้เกิดแผลไหม้ที่เหงือก และเป็นอันตรายต่อเคลือบฟันได้

           3.ถ้ามีอาการปวดบวมเมื่อเคี้ยวอาหาร หรือเหงือกแดงผิดปกติ มีเลือดออก แสดงว่าติดเชื้อ หรือถ้าปวดฟันและมีไข้ร่วมด้วย ควรรีบไปพบแพทย์ทันที

Samurai Vasabi พิฆาตแมงกินฟัน

     อาการ “ฮีน” หรือความรู้สึกเหมือนอะไรสักอย่างมัน ปี๊ด! ขึ้นหัว อ่าๆ หลายๆ คนคงรู้แล้วละซี่ว่า อาการฮีน มันคืออะไร ถามกันตรงๆ อย่างนี้เลย เคยกิน วาซาบิ มั่ย ? ถ้าใครที่เคยกินวาซาบิจะรู้ดีว่าอาการฮีนมันเป็นยังไง ฮ่าๆ นั้นเพราะวาซาบิมีรสชาติที่ค่อนข้างจัด(ไปทางจัดมากกก) พอเรากินเข้าไปอาจทำให้เกิดอาการฉุนจนปี๊ดขึ้นสมอง จนน้ำตาเล็ดกันเลยทีเดียว(แนะนำสำหรับคนไม่เคยกิน อย่าทานวาซาบิล้วนๆ หรือปริมาณเยอะๆ อาจเป็นอันตรายต่อตัวคุณเองได้ ) ซึ่งวาซาบิเองก็เป็นที่นิยมของชาวญี่ปุ่นและขึ้นชื่อมาก แต่เอ๊ะ...! รู้อะไรหรือเปล่ากินวาซาบิบ่อยๆ มันดีต่อสุขภาพนะ (ฮะ..! จริงเดะ!) เพราะจริงๆ คือเจ้า วาซาบิ เนี่ยมันก็เป็นสมุนไพรอย่างนึงของคนญี่ปุ่นนี้แหละครับที่มีสรรพคุณต่างๆ มากมายหลายอย่าง สามารช่วยฆ่าเซลล์มะเร็ง หยุดยั้งการเจริญงอกงามของมะเร็ง ป้องกันการแข็งตัวของเลือด สร้างภูมิคุ้มกัน ต่อต้านแบคทีเรีย เชื้อรา และป้องกันฟันผุด้วย ( โอ้โหวว นี้มันโอสถทิพย์ชัดๆ กินแล้วจะอมตะป่าวเนี่ย) แต่เดี๋ยวเรามาคุยกันเรื่องของการเอาวาซาบิมาใช้ป้องกันฟันผุกันดีกว่ากับ หัวข้อในวันเน่ Samurai Vasabi พิฆาตแมงกินฟัน
 
     วาซาบิ เป็นเครื่องปรุงรสที่อยู่คู่กับประเทศญี่ปุ่นมาเป็นพันๆ ปี ทำมาจากต้นคาโนลา(Canola)โดยเอาโคนลำต้นออกมาบดๆๆ บดกันสดๆ ทำให้มีกลิ่นฉุดกลบความคาวของอาหารได้ ถ้าเทียบกับของไทย วาซาบิ ก็คงเป็นสมุนไพร เช่น พวกกระเทียม หรือ ใบกะเพรา ที่ช่วยให้อาหารจานนั้นอร่อยขึ้นแล้ว เชื่อเลยว่าวาซาบิคงเป็นเหตุผลนึงที่ทำให้คนญี่ปุ่นมีอายุยืน   
     ในช่วงหลังๆ ได้มีงานวิจัยออกมายืนยันว่าวาซาบิมีสรรพคุณที่ช่วยป้องกันฟันผุได้ จริงๆ เพราะมีสารไอโซทิไซนาเนตส์ ยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์และเอนไซม์ที่ทำให้เราฟันเราผุ และลดการก่อตัวของหินปูนอีกด้วย แล้วสำหรับท่านผู้อ่านคนไหนสนใจอยากกินวาซาบิอย่างจริงๆ จังๆ แต่กลัวเรื่องรสชาติ ไม่ต้องห่วงวันนี้ผมมีสูตรการทำอาหารด้วยวาซาบิแบบง่ายๆ มาให้ลองทำกันดูนะครับ ซึ่งเมนูนี้มีชื่อว่า “ซุปครีมวาซาบิ” อันนี้แถม  คริ คริ

 ซุปครีมวาซาบิ 
 - กระเทียม 7 กลีบ              - แครอท พอประมาณ         - วิปครีม 50 ซีซี 
 - หอมหัวใหญ่ 1/2 หัว         - แรชดิช พอประมาณ         - น้ำซุปหรือน้ำเปล่า 1 ถ้วย 
 - มันฝรั่ง พอประมาณ           - น้ำมันมะกอก พอประมาณ   - วาซาบิ พอประมาณ 
 - หัวไชเท้า พอประมาณ       - นมสด 100 ซีซี               - ต้นหอมซอย พอประมาณ 

      หาครบหรือยัง  ถ้า ครบแล้วก็ตามนี้เบย สับกระเทียมและหอมหัวใหญ่ ส่วนมันฝรั่ง หัวไชเท้า แครอท แรชดิช ให้หั่นเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า จากนั้นตั้งกระทะใส่น้ำมันมะกอก กระเทียม แล้วเจียวให้หอมจึงใส่หอมหัวใหญ่ มันฝรั่ง และหัวไชเท้า ต่อมาใส่นมสด ตามด้วยวิปครีม น้ำเปล่า พอน้ำเดือดให้ใส่แครอท แรชดิช ปรุงรสด้วยวาซาบิ เกลือ พริกไทย เมื่อส่วนผสมเริ่มสุกยกลง รอให้อุ่นจึงนำไปปั่นให้เนียนละเอียดแล้วกรองด้วยผ้าขาวบาง จะได้ซุปครีมวาซาบิละมุนลิ้น สามารถเสิร์ฟในแก้วชอตในงานปาร์ตี้ หรือใส่ชามซุปอุ่นให้ร้อนก่อนรับประทานเป็นอาหารว่างก็ย่อมได้

      ก็ลองๆ ไปทำกินกันดูเน้อ สุดท้ายขอฝากและเตือนเล็กน้อยสำหรับผู้ที่ชื่นชอบวาซาบิ ก็เรื่องของการรับประทานวาซาบิเพื่อป้องกันอาการฟันผุ และ อื่นๆ มันช่วยได้จริงๆ เผื่อใครมีปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่ต้องไปหาทันตแพทย์ในแต่ละที และหลังจากทานแล้วก็ควรแปรงฟันเพื่อทำความสะอาดด้วยนะอย่าลืมๆ แล้วใครชอบมากก็อย่าทานเยอะเกินไปอาจไม่ดีต่อร่างกาย(เยอะนี้เหมือนถึงทานครั้งนึง งาบวาซาบิช้อนโตๆ งี้มันจะโหดไป ) ในอนาคตอันใกล้อาจจะมีการเอาวาซาบิมาประยุกต์มาทำเป็นยาสีฟันก็ได้ แต่จะมีจริงๆ มั้ย คงต้องวิจัยและทดลองเพื่อพัฒนาสูตรกันต่อไป ^^