แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ฟันปลอม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ฟันปลอม แสดงบทความทั้งหมด

การทำฟันปลอมแบบถอดได้

สุขภาพฟัน

     การทำฟันปลอมแบบถอดได้เป็นการแทนที่ฟันที่หายไปประเภทหนึ่งโดยสามารถทำฐานในการยึดได้จากทั้งอะคลิลิกและโลหะ ฟันปลอมถอดได้ทั้งชิ้นจะทำเพื่อทดแทนในกรณีที่ไม่มีฟันเหลืออยู่เลย ส่วนการทำฟันปลอมถอดได้เฉพาะซี่เป็นการใส่เพื่อ ช่วยไม่ให้ฟันซี่ที่เหลือล้มเปลี่ยนตำแหน่ง 

ผลที่ได้รับจากการทำฟันปลอมถอดได้ 

• ฟันปลอมถอดได้ในปัจจุบันจะดูเป็นธรรมชาติและใส่ได้พอดีมากขึ้น 
• ฟันปลอมแบบนี้สามารถทำได้ทั้งชิ้นเพื่อช่วยในการใช้งานที่ดีขึ้น 
• การใส่ฟันปลอมช่วยให้รับประทานอาหารและพูดคุยได้ดี
• จะมีความมั่นใจในการยิ้มมากขึ้น

ประเภทของฟันปลอม

     ฟันปลอมถอดได้เฉพาะซี่ เป็นการเติมฟันบางซี่ที่หายไปลงบนชิ้นงานแล้วนำไปใส่โดย ที่มีฟันบางซี่เป็นฟันธรรมชาติ การทำฟันชนิดนี้อาจจะมีตัวล็อคเป็นโลหะเกาะที่ตัวฟัน

ฟันปลอมแบบนี้แบ่งออกได้ ดังนี้

• ฟันปลอมถอดได้ฐานอะคลิลิก: ทำจากวัสดุพลาสติก ในบางครั้งรู้จักกันแบบฟันปลอมถอดได้แบบทันที

• ฟันปลอมถอดได้ฐานโลหะ: มีส่วนที่ใช้ยึดฟันเป็นแบบโลหะเพื่อความแข็งแรง


  ฟันปลอมถอดได้ทั้งชิ้น เป็นการทำฟันปลอมทั้งชิ้นโดยที่ชิ้นงานจะต้องยึดกับเหงือก ได้เป็นอย่างดี ฟันปลอมแบบนี้จะนิยมทำด้วยอะคลิลิกหรือพลาสติก อาจมีการ เติมชิ้นส่วนโลหะที่บริเวณกรอบฟันเพื่อเพิ่มความแข็งแรง



  การทำฟันปลอมบนรากเทียม จะมีลักษณะใกล้เคียงกับฟันปลอมแบบถอดได้ทั้งชิ้น แต่การทำแบบนี้จะนิยมทำเพื่อยึดกับรากเทียม ทั้ง 2 ชนิดมีข้อแตกต่างในการใช้งานต่างกัน เพราะฟันที่อยู่บนรากเทียมจะมีความแข็งแรง,ไม่หลุดง่าย,ใช้งานได้ดี  เนื่องจากมีรากเทียมเป็นตัวช่วยยึดฟัน และสามารถทำฟันปลอมให้เล็กลง ทำให้สวมใส่สบายและพูดชัดเจนขึ้น

ทันตกรรมประดิษฐ์…คืออะไร ??

ทันตกรรมประดิษฐ์ คือศาสตร์แขนงหนึ่งที่ช่วยในการทดแทนฟันที่สูญเสียไป หรือช่วยในการแก้ไขปัญหาฟันที่เปราะบางหรือแตกหักไป ซึ่งมีวิธีการต่างๆ ดังนี้
ครอบฟัน  ครอบฟันมีลักษณะทันตกรรมประดิษฐ์ที่ทำแล้วเหมือนฟันธรรมชาติ ใช้วิธีครอบลงไปบนฟันจริง เพื่อช่วยเพิ่มความแข็งแรง ปรับปรุงรูปร่างและสีของฟันให้มีความสวยงามขึ้น ใช้เป็นตัวยึดสะพานฟัน และใช้เพื่อครอบบนรากฟันเทียมด้วย
สะพานฟัน การทำทันตกรรมสะพานฟันเป็นอีกวิธีการหนึ่งทางทันตกรรมที่ช่วยในการทดแทนฟันที่สูญเสียไปแบบติดแน่นถาวร ด้วยวิธีการติดยึดครอบฟันบนฟันซี่ข้างเคียงและเชื่อมต่อด้วยฟันปลอมระหว่างช่องว่างที่ครอบฟัน ซึ่งจะใช้ฟันปลอมทดแทนฟันที่สูญเสียไป
การปลูกรากฟันเทียม การปลูกรากฟันเทียมเป็นทันตกรรมประดิษฐ์วิธีหนึ่งที่เป็นวิธีสมัยใหม่ในการแทนที่รากฟันจริงตามธรรมชาติ  ซึ่งทันตแพทย์จะทำการฝังรากฟันเทียมลงบนกระดูกรองรับฟัน ซึ่งจะสามารถสร้างพื้นฐานที่มีความมั่นคงให้แก่ฟันที่นำมาทดแทนฟันที่สูญเสียไปได้
ฟันปลอม  การทำทันตกรรมฟันปลอมเป็นการทดแทนฟันในแบบที่สามารถถอดออกได้ โดยทั่วไปแล้วฐานฟันปลอมจะสามารถทำได้ด้วยพลาสติกหรือโลหะ ขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้เข้ารับบริการด้วยว่าต้องการฟันปลอมแบบใด
ประโยชน์ของการทำทันตกรรมประดิษฐ์ในการทดแทนฟันที่สูญเสียไปมีดังนี้
  การทำทันตกรรมประดิษฐ์นั้นจะช่วยป้องกันการเคลื่อนหรือล้มของฟันซี่ข้างเคียงได้
  การทำทันตกรรมประดิษฐ์สามารถช่วยหลีกเลี่ยงปัญหาของการถูกทำลายของเนื้อเยื่อโดยรอบได้
  การทำทันตกรรมประดิษฐ์จะช่วยลดปัญหาความยุ่งยากในการทำความสะอาดฟัน ฟันผุ และโรคเหงือก เนื่องจากฟันล้มหรือฟันเคลื่อนที่ไปยังบริเวณที่ว่างได้
  การทำทันตกรรมประดิษฐ์จะช่วยเสริมสร้างบุคลิกและรอยยิ้มที่สวยงามของคุณได้
  การทำทันตกรรมประดิษฐ์นั้นช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบดเคี้ยวอาหารได้
  การทำทันตกรรมประดิษฐ์นั้นอาจจะสามารถช่วยเพิ่มสมรรถภาพในการพูดได้ด้วย
  การทำทันตกรรมประดิษฐ์สามารถช่วยหลีกเลี่ยงปัญหาของรูปหน้าเนื่องจากการสูญเสียฟันไปได้

เรื่องควรรู้เกี่ยวกับสุขภาพปากและสุขภาพฟัน






1. มารู้จักฟันกันหน่อย
          
         ฟันเป็นอวัยวะที่พิเศษสามารถเจริญเติบโตมาจากเนื้อเยื่อชั้นนอก (Ectoderm) เช่นเดียวกับผิวหนังหรือเกร็ดของปลา ฟันมี 2 ชุดคือฟันแท้และฟันน้ำนมซึ่งมีโครงสร้างคล้ายๆ กันดังนี้

           ชั้นเคลือบฟัน (Enamel) เป็นส่วนที่อยู่นอกสุดและมีความแข็งที่สุดของฟัน ทำหน้าที่รับน้ำหนักในการบดเคี้ยว มีโครงสร้างเป็นผลึก ไม่มีเส้นเลือดและเส้นประสาท จึงเป็นส่วนที่ไม่ได้รับความรู้สึก เวลาที่ฟันเริ่มผุจึงไม่มีอาการเจ็บปวด
           ชั้นเนื้อฟัน (Dentine) เป็นชั้นที่อยู่ถัดจากเข้ามา ประกอบด้วยท่อเล็กๆ จำนวนมาก ซึ่งเป็นที่รวมของเส้นประสาทรับความรู้สึก ดังนั้นเวลาฟันผุถึงชั้นนี้ ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการเสียวฟัน
           ชั้นโพรงประสาทฟัน (Pulp) คือโพรงช่องว่างภายในฟัน เป็นที่อยู่ของเส้นประสาท และเส้นเลือดที่มาหล่อเลี้ยงตัวฟัน ทำหน้าที่ในการรับความรู้สึกร้อน เย็น ปวด เจ็บ กรณีที่ฟันผุมาถึงชั้นนี้จะไม่สามารถอุดฟันได้
           ชั้นร่องเหงือก (Gingival crevice) คือเป็นส่วนร่องระหว่างตัวฟันกับขอบเหงือก ปกติจะมีขอบบาง มีความลึกประมาณ 2 มิลลิเมตร แต่ถ้ามีโรคเหงือกอักเสบ หรือเป็นรำมะนาด อาจมีอาการบวม ทำให้ร่องระหว่างฟันนี้ลึกขึ้น และเกิดการอักเสบมากขึ้นได้
           ส่วนชั้นเหงือก (Gingiva) คือเป็นส่วนเนื้อเยื่อที่หุ้มตัวฟัน และกระดูกขากรรไกรไว้
           เคลือบรากฟัน (Cementum) ส่วนนี้จะเป็นชั้นบางๆ คลุมเนื้อฟันบริเวณรากฟันไว้ แตกต่างจากเคลือบฟันตรงที่มีความแข็งแรงน้อยกว่า ปกติจะฝังตัวอยู่ในกระดูก แต่ถ้ามีเหงือกร่น หรือเกิดโรครำมะนาด อาจทำให้ส่วนนี้สัมผัสกับน้ำและอากาศ เกิดอาการเสียวฟันได้ กระดูกเบ้ารากฟัน (Alveolar bone) คือส่วนของกระดูกที่รองรับรากฟัน

2. ฟันแต่ละซี่มีประโยชน์อย่างไรบ้าง

           ฟันหน้าตัด (Incisor Teeth) จะอยู่บริเวณหน้าสุด มีทั้งหมด 8 ซี่ ทำหน้าที่กัดอาหาร
           ฟันเขี้ยว (CanineTeeth) จะเป็นฟันที่มีรากยาวที่สุด มีทั้งหมด 4 ซี่ และมีความแข็งแรงมาก ปลายแหลม ทำหน้าที่ตัด ฉีก และแยกอาหารออกจากกัน
           ส่วนฟันกรามน้อย (Premolar or Bicuspid Teeth) จะพบเฉพาะในฟันแท้เท่านั้น จะรูปร่างคล้ายฟันกรามแต่มีขนาดเล็กกว่า มีทั้งหมด 8 ซี่ ทำหน้าที่ในการบดเคี้ยวอาหารร่วมกับฟันกราม
           ฟันกราม (Molar Teeth) จะเป็นฟันที่ใหญ่ที่สุดในปาก มีความสำคัญมากเพราะนอกจากจะช่วยในการบดเคี้ยวอาหารแล้ว ยังทำงานร่วมกับฟันเขี้ยวในการคุมทิศทางการเคลื่อนไหวของขากรรไกรอีกด้วย

3. ฟันมีความสำคัญมากกว่าบดเคี้ยว

           - ช่วยในเรื่องของการพูดให้ออกเสียงได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
           - ช่วยรักษาโครงสร้างของใบหน้า ให้มีความกว้าง ความยาว และความอิ่มของริมฝีปากให้สมดุลกัน
           - เป็นส่วนประกอบของบุคลิกภาพให้ดูดียิ่งขึ้น เพราะฟันเป็นส่วนหนึ่งที่มองเห็นได้ง่าย โดยเฉพาะเวลาที่พูดคุยกัน

4. จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อเป็นโรคในปาก

          โรคในช่องปากนั้นจะทำให้ร่างกายได้รับอาหารไม่เพียงพอ เพราะความเจ็บปวดที่เกิดจากการเคี้ยวอาหาร จะทำให้เราทานได้น้อย ร่างกายจึงซูบซีด อ่อนเพลียไม่มีแรง นอกจากนั้นหากปล่อยทิ้งไว้ไม่ไปพบทันตแพทย์ เชื้อโรคในช่องปากจะยิ่งลุกลามไปยังอวัยวะข้างเคียง เช่น โพรงจมูก ทำให้เกิดไซนักอักเสบ ทอนซิลอักเสบได้

5. ฟันผุดูยังไง

ฟันผุโดยทั่วไปเกิดจากเชื้อแบคทีเรียบางชนิด เช่น สเตรปโตคอคไค (Streptococci)ที่อาศัยอยู่บนแผ่นคราบจุลินทรีย์ในปากของเรา ย่อยสลายอาหารจำพวกแป้งและน้ำตาลที่เกาะอยู่ตามชั้นเคลือบฟัน ซึ่งผลพวงจากการย่อยสลาย จะก่อให้เกิดกรดบางชนิด โดยเฉพาะกรดแลกติกไปทำลายโครงสร้างของฟันทำให้เกิดการผุกร่อน
          หากคุณเป็นคนที่กำลังสงสัยว่าฟันผุ เรามีวิธีสังเกตอย่างไรนั้น เรามีคำตอบ ดังนี้ ในขั้นแรกจะสังเกตเห็นฟันเป็นสีขาวขุ่นเหมือนสีของนม ผิวฟันมีลักษณะ
ด้านไม่มันเหมือนฟันปกติ ต่อมาจะเห็นได้ชัดว่าผิวฟันซี่นั้นมีลักษณะขรุขระไม่เรียบ และมีอาการเสียวฟันบ่อยๆ ทั้งนี้หากปล่อยไว้ไม่รักษาให้ลุกลามไปจนถึงโพรงประสาทฟันซึ่งเป็นที่อยู่ ของเส้นประสาทรับความรู้สึก อาจทำให้เกิดอาการเจ็บปวด เคี้ยวอาหารไม่ได้ และก่อให้เกิดฝีในเหงือกได้ค่ะ

6. เลือดออกตามไรฟัน เป็นสัญญาณของเหงือกอักเสบ

          เวลาที่มีเลือดออกตามไรฟัน เรามักจะคิดกันว่าร่างกายขาดวิตามินซี จริงๆ แล้วสำหรับคนที่รับประทานผัก และผลไม้เป็นประจำตลอดทั้งปี โอกาสที่จะขาดวิตามินซีถึงขนาดเลือดออกตามไรฟันมีน้อยมาก และสำหรับผู้ที่กินผักและผลไม้เป็นประจำ แต่มีอาการเลือดออกตามไรฟันบ่อยๆโดยไม่ทราบสาเหตุนั้น ทันตแพทย์ได้กล่าวไว้ว่า เป็นอาการของคนที่ป่วยเป็นเหงือกอักเสบ ยิ่งใครที่แปรงฟัน (ถูกต้อง) แล้วมีเลือดติดที่ขนแปรงเป็นประจำ ร่วมกับเวลาบ้วนปากด้วยน้ำปกติแล้วมีเลือดปนออกมาด้วย แสดงว่าคุณกำลังเผชิญกับอาการเหงือกอักเสบกำลังจะมาเยือนคุณแล้ว

7. เศษอาหารตัวการโรคเหงือกอักเสบ

          หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ไม่ค่อยใส่ใจในสุขภาพฟันของตัวเอง ปล่อยให้เศษอาหารที่รับประทานเข้าไปตกค้างอยู่ตามซอกเหงือก ร่องฟัน ขอบเหงือก พึงรู้ไว้เลยค่ะว่า มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเหงือกอักเสบมากทีเดียว เพราะเศษอาหาร เป็นตัวกระตุ้นสำคัญที่ทำให้จุลินทรีย์ในช่องปากแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดหินปูน และการติดเชื้อของเนื้อเยื่อรอบๆ ตัวฟัน จับตัวกันเป็นแผ่นหนาขยายไปตามรากฟัน จนไปบาดเหงือก ทำให้เหงือกระคายเคือง อักเสบบวมแดง เหงือกร่น เป็นโรคเหงือกอักเสบได้ในที่สุด และหากปล่อยไว้ไม่รักษา อาจทำให้ฟันโยก เคี้ยวอาหารไม่ได้ และอาจรุนแรงถึงขั้นเป็นฝีที่เหงือกได้

8. โรครำมะนาด อันตรายที่คุณคาดไม่ถึง

          ปัจจุบันคนส่วนใหญ่สูญเสียฟันด้วยโรครำมะนาดมากที่สุด โรครำมะนาดหรือโรคปริทันต์อักเสบ สาเหตุเกิดจากเนื้อเยื่อหรืออวัยวะรอบๆ ตัวฟัน เหงือก เนื้อเยื่อปริทันต์ และกระดูกเบ้ารากฟันซึ่งทำหน้าที่ช่วยยึดฟันให้ตรึงแน่นอยู่กับขากรรไกร มีอาการอักเสบอย่างรุนแรง ส่งผลให้เกิดอาการบวมแดงที่เหงือก มีกลิ่นปากเนื่องจากการบูดเน่าของเนื้อเยื่อที่ใต้ซอกฟัน ทำให้เกิดอาการปวด เหงือกอักเสบ ฟันโยกคลอน หากปล่อยไว้ไม่รักษาอาจลุกลามจนเป็นหนองได้ ทั้งนี้โรครำมะนาดจะไม่แสดงอาการผิดปกติใดๆ ให้ทราบล่วงหน้า จนกว่าเข้าสู่ระยะสุดท้ายซึ่งรักษาไม่ได้แล้ว คนส่วนใหญ่จึงจำต้องปล่อยให้ฟันหลุดไปอย่างน่าเสียดาย

9. หินปูนคืออะไร ใครรู้บ้าง

          การเกิดหินปูนหรือหินน้ำลาย เกิดจากเศษอาหารที่ตกค้างในช่องปาก จนกลายเป็นคราบจุลินทรีย์ที่มองไม่เห็น ต่อมาเมื่อมีแคลเซียมในน้ำลายเข้าไปทำปฏิกิริยา จะตกตะกอนสะสมอยู่บนฟัน หากไม่ได้แปรงฟันหรือทำความสะอาดไม่ดีพอ แผ่นจุลินทรีย์นั้นก็จะสะสมยึดติดที่คอฟันจนแน่น ไม่สามารถกำจัดออกได้ กลายเป็นสีเหลือง สีน้ำตาล หรือสีดำ ทำให้กลายเป็นโรคเหงือกอักเสบได้ในที่สุด

10. ทำไมต้องผ่าฟันคุด เพราะอะไร

          ฟันคุดเป็นฟันที่ขึ้นในช่องปากเป็นซี่สุดท้ายของแถวฟันด้านในสุด ในช่วงอายุราว 25 ปี การงอกของฟันคุด มักสร้างความเจ็บปวดให้กับเจ้าของเป็นอย่างมาก เพราะมักจะเกิดอาการอักเสบบวมแดงของเหงือกรอบฟันคุด และปวดร้าวไปทั่วทั้งกราม
          ยิ่งกว่านี้ฟันคุดยังมีโอกาสผุได้ง่ายกว่าฟันซี่อื่นๆ เนื่องจากอยู่ด้านในสุด ทำความสะอาดยาก และหากปล่อยให้มีการอักเสบรุนแรง จนเกิดการติดเชื้อกระจายไปถึงเนื้อเยื่อภายในกระพุ่งแก้ม อาจทำให้เกิดอาการขากรรไกรบวมได้ ด้วยเหตุนี้ใครที่มีฟันคุด ทันตแพทย์จึงแนะนำให้ผ่าออก

11. ฟลูออไรด์ใช้มากไปใช่ว่าจะดี

          ถึงแม้ว่าฟลูออไรด์จะช่วยป้องกันฟันผุ แต่หากได้รับมากเกินไปก็เกิดผลเสียต่อร่างกายได้เช่นกันคือ ทำให้ฟันตกกระ ในขณะที่หน่อฟันกำลังเจริญเติบโต (แรกเกิดถึง 12 ปี )หากร่างกายได้รับฟลูออไรด์ในน้ำดื่มสูงกว่าสองส่วนในล้านส่วนขึ้นไป จะทำให้ฟันเปลี่ยนสีได้ตั้งแต่สีขาวขุ่น น้ำตาล ไปจนถึงน้ำตาลเข้ม (ด้วยเหตุนี้เด็กที่อายุต่ำกว่า 7 ปีจึงไม่ควรกินหรือกลืนยาสีฟัน) ทำให้เกิดภาวะผิดปกติเฉียบพลันในร่างกาย ในกรณีที่ร่างกายได้รับฟลูออไรด์ขนาด250 มิลลิกรัมขึ้นไปโดยทันที ฟลูออไรด์จะเข้าไปสร้างความระคายเคืองต่อเยื่อยุกระเพาะอาหาร ทำให้คลื่นไส้และอาเจียน ท้องเดินชักเกร็ง และอาจหมดสติถึงตายได้ (มักเกิดกับเด็กที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์)

12. ข้อเสียของฟันปลอมเป็นยังไง

          การใส่ฟันปลอมที่ไม่ถูกต้องนั้น จะเป็นตัวเร่งสำคัญที่ทำให้ฟันซี่ที่ผุอยู่แล้วลุกลามมากขึ้น อาจลุกลามทะลุถึงโพรงประสาทฟัน นอกจากนี้ฟันปลอมยังทำให้เกิดปัญหาเจ็บเหงือก เคี้ยวอาหารไม่ถนัด เป็นเหตุให้ระบบทางเดินอาหารต้องรับภาระในการย่อยอาหารหนักขึ้น จนอาจทำให้เกิดโรคกระเพาะอาหารหรือลำไส้ตามมาได้

13. วิธีลดอาการปวดฟัน มีดังนี้

          - อาการปวดฟัน (Toothache) ส่วนใหญ่ส่งผลมาจากฟันผุ ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่อยากหายทรมานจากอาการปวดฟัน เรามีข้อแนะนำง่ายๆ ต่อไปนี้คะ
          - สาเหตุที่ปวดฟันลักษณะที่ปวดแบบตุบๆ ให้ใช้น้ำแข็งประคบที่ด้านข้างของใบหน้าประมาณ 5 - 10 นาที ทุกๆ ครึ่งชั่วโมง ความเย็นจะช่วยลดอาการปวดและบวมได้
          - หลีกเลี่ยงอาหารที่ร้อนจัด อาหารที่เย็นจัด และอาหารที่หวานจัด โดยเฉพาะชา กาแฟ และไอศกรีม เพราะจะยิ่งกระตุ้นให้ปวดฟัน และควรงดอาหารแข็งประเภทต้องใช้วิธีกัดกิน เช่น แครอท ฝรั่งที่ยังไม่สุก เพราะการขบกัดแรงๆ จะกระตุ้นให้เกิดอาการปวดฟันมากขึ้น
          จาการที่เราอุดฟันมาเราควรหลีกเลี่ยงการเคี้ยวหมากฝรั่งอย่างเด็ดขาด เพราะนอกจากจะทำให้ปวดฟันมากขึ้นแล้ว ยังจะทำให้สารที่อุดฟันไว้หลุดออกง่ายขึ้นอีกด้วย

14. การขูดหินปูน เมื่อไหร่ถึงจะดี

ทุกๆ ปี เราควรไปขูดหินปูนอย่างน้อยปีละสองครั้ง ทั้งนี้บางคนหินปูนขึ้นช้า บางคนขึ้นเร็ว 6 เดือนเป็นระยะเวลาเฉลี่ย แต่ทั้งนี้ต้องไปพบทันตแพทย์เช็คสภาพฟันโดยละเอียดอย่างน้อยปีละครั้ง ก็ยังดีกว่าที่ไม่ไปเลย


15. ทำไมต้องแปรงลิ้น เพราะอะไร

          เพราะลิ้นของเรามีลักษณะเป็นปุ่มเล็กๆ มีหน้าที่รับรสอาหารต่างๆ ลิ้นจึงเป็นที่ชื่นชอบของเชื้อแบคทีเรียและจุลินทรีย์บางชนิดเป็นอย่างมาก หากเราแปรงฟันโดยไม่แปรงลิ้น เชื้อโรคที่เกาะแน่นอยู่ที่ลิ้นก็จะไม่ถูกกำจัดออกไป ปล่อยไว้อาจทำให้มีกลิ่นปากและฟันผุได้
          การแปรงลิ้นนอกจากจะช่วยให้ประสาทการรับรสของเราดีขึ้นแล้ว ยังป้องกันปัญหากลิ่นปากได้ด้วย

การรักษารากฟัน



มีผู้ป่วยหลายรายที่ละเลยปล่อยให้ฟันผุแล้วไม่รักษาทำให้โรคฟันลุกลามทำลายสุขภาพฟันมากขึ้นจนถึงชั้นโพรงประสาทฟัน เกิดการอักเสบที่ปลายรากฟัน มีอาการปวดทรมาน ทั้งยังเป็นแหล่งแพร่เชื้อโรคที่ทำลายสุขภาพร่างกายด้วย
           แต่อย่างไรก็ยังมีวิธีการรักษาอยู่  เพียงแต่จะยุ่งยากและสลับซับซ้อนต้องใช้เวลาและมีค่าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้นเพื่อให้การรักษาประสบความสำเร็จตามต้องการ จึงจำเป็นต้องไปพบทันตแพทย์หลายครั้งในการรักษารากฟัน
         วิธีการรักษารากฟัน คือ ถ้าฟันของผู้ป่วยมีการติดเชื้อในโพรงประสาท การควรรักษาก่อนจะรักษารากฟัน  โดยการใส่ยาประเภทแคลเซียมไฮดรอกไซด์ เพื่อเป็นการฆ่าเชื้อ เมื่อมั่นใจแล้วว่าภายในคลองรากฟันปราศจากเชื้อ จึงทำการอุด และครอบฟันต่อไป 

ขั้นตอนในการรักษารากฟัน มีดังนี้
       เริ่มจากกรอฟันหาคลองรากฟันซึ่งเป็นรูเล็กๆอยู่ต่อจากโพรงประสาทถึงปลายรากฟัน 
       จากนั้นก็ทำการขยายคลองรากฟันให้ใหญ่ขึ้น เพื่อใช้น้ำยาล้างซับให้แห้งและใส่ยาฆ่าเชื้อโรคได้
       ปิดโพรงประสาทฟันด้วยวัสดุอุดชั่วคราว เพื่อให้ยาออกฤทธิ์ประมาณ 3 ถึง 7 วัน 
       ล้างและขยายคลองรากฟันพร้อมทั้งเปลี่ยนยาฆ่าเชื้อโรคใหม่ และอุดปิดโพรงประสาทฟันด้วยวัสดุอุดชั่วคราวอีกครั้ง ทำเช่นนี้ 4 - 5 ครั้ง จนกว่าหนองจะแห้ง ไม่มีเชื้อโรคและสิ่งสกปรกตกค้าง
       เมื่อหนองแห้งไม่มีเชื้อโรคและสิ่งสกปรกตกค้างแล้ว ทันตแพทย์ก็จะทำการอุดปิดโพรงประสาทฟันถาวร   อุดตั้งแต่ปลายรากฟันถึงพื้นโพรงประสาทฟันและปิดทับด้วยวัสดุทางทันตกรรมจำพวกซีเมนต์และ Amalgum  ซึ่งมีสีคล้ายเงินมีคุณสมบัติให้ความแข็งแรงได้ดี จึงใช้อุดฟันกรามที่ต้องรับแรงบดเคี้ยวมากๆ สำหรับฟันหน้าไม่ต้องรับแรงบดเคี้ยวมาก ก็จะอุดด้วยวัสดุที่มีสีเหมือนฟันธรรมชาติ 
       ทันตแพทย์จะทิ้งระยะเพื่อรอดูอาการซึ่งขึ้นอยู่กับสภาพของฟันของผู้ป่วย และหากแน่ใจแล้วว่าการรักษารากฟันประสบความสำเร็จ ทันตแพทย์จะทำการครอบฟันให้กับผู้ป่วยด้วยวัสดุตามความเหมาะสม


               ในการรักษารากฟันนั้น สามารถเก็บรักษาฟันไว้ใช้งานได้ต่อไป ซึ่งจะดีกว่าการใส่ฟันปลอมเพราะฟันที่รักษารากฟันแล้วก็เหมือนฟันในปากซี่อื่นๆคือ มีเบ้ากระดูกยึดให้ฟันมั่นคงแข็งแรง และให้ความรู้สึกในการใช้งานที่ดีกว่าการใส่ฟันปลอม